วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555

6 เรื่องที่อาจไม่รู้ของ "คิมจองอิล"


ชีวิตในวัยเด็ก    
         จริงๆ แล้วเขาเกิดที่ค่ายทหารโซเวียตในไซบีเรีย แต่บางข้อมูลบอกว่าเขาเกิดบนยอดเขาที่สูงที่สุดของเกาหลีเหนือ โดยเขาเกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1941 แต่ในประวัติตามสื่อต่างๆ มักระบุว่าเขาเกิด 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 สาเหตุก็เพราะว่า คนเกาหลีเหนือจะให้ความสำคัญกับเลข 5 และเลขต่างๆ ที่หารด้วยเลข 5 ลงตัว เนื่องจาก "คิมอิลซอง" ผู้เป็นพ่อเกิดในปี 1912 หากเลื่อนปีเกิดไปเป็นปี 1942 จะทำให้อายุของเขาห่างกับพ่อของเขา 30 ปีพอดี
         ในตอนเด็กๆ เขามีชื่อเล่นเป็นภาษารัสเซียว่า Yura (ยูรา) เขาใช้ชื่อนี้มาเรื่อยๆ จนจบมัธยมปลาย คนอื่นจึงเริ่มเรียกเขาว่า "คิมจองอิล"

ประวัติการศึกษา    
         การเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยของคิมจองอิลนั้น เขาเริ่มเข้าเรียนในเดือนกันยายนปี 1960 ที่มหาวิทยาลัยคิมอิลซอง ซึ่งผู้เป็นพ่อของเขาเป็นคนสร้าง รวมถึงพี่น้องคนอื่นๆ ก็เข้าเรียนที่นี่กันทุกคน โดยเขาเข้าเรียนในสาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง ในระหว่างเรียน เขาได้รับการดูแลอย่างดีทั้งจากอาจารย์และเพื่อน มีรายงานว่า เพื่อนๆ ของเขาไม่มีใครกล้าเรียกเขาว่าจองอิล แต่ทุกคนจะเรียกว่า "ลูกชายท่านผู้นำ" แทน (กลัวนั่นเอง)
         ก่อนที่เขาจะจบการศึกษา เขาได้ทำปริญญานิพนธ์ในหัวข้อ 'the role and status of gun in socialism building' หรือ บทบาทและสถานะของปืนในการสร้างระบบสังคมนิยม โดยเขาได้อธิบายช่องหว่างระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบท และบทบาทของปืนและอาวุธต่างๆ ที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงสังคมชนบทให้กลายเป็นสังคมเมือง

เวลาในการทำงาน    
         หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งของเกาหลีเหนือเคยรายงานนิสัยในการทำงานของผู้นำท่านนี้ว่า เป็นคนที่ชอบทำงานในเวลากลางคืนจนเป็นนิสัย โดยเวลาทำงานของเขาจะอยู่ที่เวลา 5 ทุ่มจนถึงประมาณตี 4 จากนั้นจะเข้านอนตอนเช้า และตื่นขึ้นมาในช่วงบ่าย ซึ่งคิมจองอิลเองก็เคยเปิดเผยว่า การทำงานตอนกลางคืนเป็นนิสัยที่เขาปฏิบัติมานานหลายสิบปีแล้ว โดยเริ่มจากที่ต้องช่วยพ่อทำงาน เขาจะได้รับรายงานในช่วงตี 3 ของวัน และต้องสรุปรายงานต่างๆ นี้และส่งไปให้พ่อของเขาตรวจในตอนตี 4
         แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงกลางวันนั้น เป็นช่วงที่จะได้รับการรายงานเรื่องการดักฟังโทรศัพท์ของคนในรัฐบาล ดังนั้นในเวลากลางคืนจึงเป็นเวลาเหมาะสมที่จะจัดการเรื่องพวกนี้ และอาจเป็นสาเหตุให้เขาเลือกทำงานในช่วงเวลากลางคืนก็เป็นได้

เมนูอาหารที่ชื่นชอบ    
         เป็นที่รู้กันดีว่า คนเกาหลีเหนือส่วนมากอยู่กันแบบอดๆ อยากๆ แต่ผู้นำประเทศกลับมีชีวิตที่สุขสบายและนิยมรับประทานอาหารแพงๆ บางทีเขามักสั่งให้คนสนิทบินไปต่างประเทศเพื่อหาซื้ออาหารแพงๆ จากเมืองนอกมาให้ (คิมจองอิลกลัวเครื่องบินค่ะ เขาจะไม่ค่อยเดินทางไปไหนโดยเครื่องบิน) โดยพ่อครัวของเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ท่านผู้นำคนนี้ชอบหูฉลามมาก สามารถทานได้ทุกวัน โดยประยุกต์เป็นหลายๆ เมนู เช่น หูฉลามตุ๋นเยื่อไม้ไผ่ หูฉลามตุ๋นมะพร้าว โดยในมื้อหนึ่งๆ เขาจะทานอาหารไม่มากเท่าไหร่นัก แต่จะชอบเลือกสรรเมนูต่างๆ ใหม่ๆ มาให้พ่อครัวทำ
         แม้แต่ในปี 1996 ที่เกาหลีเหนือประสบภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก แต่พ่อครัวของคิมจองอิลก็ยังเดินทางไปหลายประเทศเพื่อหาอาหารชั้นเลิศมาให้ท่านผู้นำ เช่น เหล้าองุ่นแดงจากเดนมาร์ค ปลาคาเวียร์จากอิหร่าน ผลไม้เมืองร้อนจากเอเชียใต้ เช่น ทุเรียน มะละกอ

ความสูงของคิมจองอิล    
         ตามข่าวทั่วไปมักระบุว่า คิมจองอิลสูงประมาณ 165 เซนติเมตร แต่ก็มีคนสงสัยไม่น้อยว่า เขาสูงเท่านั้นจริงๆ เหรอ เพราะมักมีภาพหลุดออกมาว่า เขาใส่รองเท้าที่ส้นหนามากๆ เพื่อเพิ่มความสูงให้ตัวเอง


         อย่างภาพข้างบน เป็นภาพที่คิมจองอิลเคยเข้าพบกับอดีตประธานาธิบดีวลาดิมิรี์ ปูตินของรัสเซีย จะเห็นได้ว่า ส้นรองเท้าของคิมจองอิลหนากว่าประธานาธิบดีวลาดิมิรี์ ปูตินมาก จึงคาดว่า ความสูงจริงๆ น่าจะต่ำกว่า 165 เซนติเมตรอย่างแน่นอน และน่าจะอยู่ที่ประมาณ 155 เซนติเมตร
         จนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่เคยมีรายงานว่า ส่วนสูงจริงๆ ของคิมจองอิลอยู่ที่เท่าไหร่ เรื่องนี้ถือเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้  ว่ากันว่า สาเหตุที่ไม่มีใครรู้ก็เพราะว่า ไม่มีใครกล้าเข้าไปขอวัดส่วนสูงที่แท้จริง รวมถึงไม่มีคนสนิทคนไหนที่สนิทมากจริงๆ ถึงขั้นกล้าถามส่วนสูงนั่นเอง (ใครจะกล้าล่ะ)
         ไม่หมดแค่นั้นนะคะ นอกจากจะเป็นผู้นำที่มีรูปร่างเล็กแล้ว คิมจองอิลยังไม่ค่อยนิยมบอดี้การ์ดที่ตัวสูงมากเกินไปด้วย เพราะบอดี้การ์ดประจำตัวของเขาแต่ละคนนั้น มีรูปร่างที่เล็ก แทบไม่มีใครสูงเกิน 170 เซนติเมตร จึงทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่า เขาไม่ห่วงความปลอดภัยของตัวเองเหรอ ?

นักสะสมภาพยนตร์ตัวยง    
         หลายคนคงเคยได้ยินว่า คิมจองอิลเป็นแฟนพันธุ์แท้ของภาพยนตร์ต่างประเทศ เขาชื่นชอบการดูหนังมาก โดยเริ่มต้นจากสมัยที่เรียนในมหาวิทยาลัย เขาไปดูหนังที่โรงหนังเกือบทุกวัน แต่หนังของเกาหลีเหนือนั้นมีคุณภาพต่ำเพราะไม่ได้รับการสนับสนุนหรือพัฒนา ดังนั้นเขาจึงเริ่มหันมานิยมหนังของรัสเซียแทน เนื่องจากในตอนนั้น รัสเซียเป็นประเทศคอมมิวนิสต์แบบเกาหลีเหนือนั่นเอง
         ในเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ มีห้องสมุดที่เก็บสะสมภาพยนตร์ของคิมจองอิลโดยเฉพาะ ว่ากันว่ามีภาพยนตร์ต่างชาติกว่า 15,000 เรื่องในห้องนี้ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่กว่า 250 คนที่คอยดูแลในการทำซับไตเติ้ลหรือช่วยแปลหนังนั้นๆ ให้แก่คิมจองอิลโดยเฉพาะ (ถ้าเกิดอยากดูหนังไทยนี่ จะมีคนไทยถูกลักพาตัวไปช่วยแปลมั้ยนะ = =") นักแสดงที่เขาโปรดปรานคือ อลิซซาเบธ เทย์เลอร์
         คิมจองอิลสนใจอยากพัฒนาวงการภาพยนตร์ของเกาหลีเหนือ แต่ในเกาหลีเหนือนั้นกลับไม่มีบุคลากรที่มีความชำนาญทางด้านนี้ เขาจึงส่งสายลับไปลักพาตัว "ชินซางอก" ผู้กำกับภาพยนต์ชื่อดังของเกาหลีใต้ พร้อมด้วยภรรยาซึ่งเป็นนักแสดงคือ "ชเวอึนฮี" เพื่อให้มาสร้างภาพยนตร์ให้เขาดู


ขอบคุณเด็กดีดอทคอม

2 อาชีพที่ FBI ต้องการตัว

อาชีพที่หนึ่ง : FBI LINGUISTS    
         ถ้าแปลตรงตัวจะคืออาชีพ "นักภาษาศาสตร์" แต่การทำงานจะคล้ายๆ นักแปลซะมากกว่าค่ะหน้าที่ของงานคือจะต้องแปลเอกสารต่างๆ ถอดเทปเสียง และวิเคราะห์เอกสารต่างๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชาติ การก่อการร้าย การป้องกันความลับขององค์กร อาชญากรรมในองค์กร โจรสลัดทางอากาศ อาชญากรรมระหว่างรัฐ การคอรัปชั่น การติดสินบน การทุจริตทางการเงิน การคุกคามสิทธิพลเมือง การลักพาตัว และปัญหายาเสพติด นอกจากจะต้องแปลเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้แล้ว อาจจะต้องมีหน้าที่สอบสวนด้วย (แอบคล้ายๆ ตำรวจแฮะ) สรุปคือเป็นอาชีพที่ผสมผสานระหว่างการใช้ภาษา รวมกับความตื่นเต้นท้าทายในการสอบสวนทางวิทยาศาสตร์ โอ้วววว เท่สุดๆ !!
         ปัจจุบัน FBI มี FBI Linguists ทั้งหมดประมาณ 1,200 คนค่ะ ภาษาที่มีมากก็เช่น ภาษารัสเซีย ภาษาอาหรับ ภาษาจีน สำหรับคุณสมบัติของ FBI Linguists นั้น ก่อนอื่นจะต้องมีความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษขั้นเทพ ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน รวมถึงมีความรู้ภาษาอื่นๆ หรือภาษาที่สามด้วย เรียกได้ว่าใน FBI เป็นแหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญทางภาษาต่างประเทศระดับโลกทีเดียว โดยเฉพาะภาษาที่หาผู้รู้ยาก เช่น ภาษาเบลารุส ภาษาแคริบเบียน ภาษาฮิบรู ภาษาฟิเจียน ภาษาบุนเดลี ภาษาเปอรานากัน (เพราะวันดีคืนดี อาจต้องสอบสวนผู้ร้ายที่พูดเป็นแต่ภาษาฮิบรูก็ได้เนาะ) และเมื่อสมัครเข้ามา จะต้องผ่านด่านทดสอบหลายอย่าง ได้แก่
ข้อสอบการฟังและการอ่าน โดยข้อสอบฟังนั้น จะต้องฟังจากเทปว่าพูดอะไรและเลือกตอบชอยส์ที่ถูกต้องหรือเขียนสรุป ส่วนข้อสอบอ่าน จะต้องอ่านบทความและเลือกตอบชอยส์ที่ถูกต้อง
ข้อสอบการแปล จะต้องทำการแปลบทความที่เป็นภาษาที่สามให้เป็นภาษาอังกฤษ และแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สาม โดยเมื่อแปลออกมาแล้ว ใจความจะต้องครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนต้นฉบับ ส่วนเรื่องไวยากรณ์นั้นรองลงมาค่ะคือสำคัญเหมือนกันแต่ไม่สำคัญเท่าแปลเนื้อหาถูก
ข้อสอบการพูด สอบพูดทั้งภาษาที่สามและภาษาอังกฤษ มีทั้งพูดกันต่อหน้าและพูดทางโทรศัพท์
          แอบได้ยินมาว่า ข้อสอบการฟังและการอ่านค่อนข้างง่าย แต่การแปลนั้นยากมากกกก คนที่สอบผ่านมีเพียง 20% เท่านั้น และหากผ่านการทดสอบแล้ว ทาง FBI ก็จะทำการสอบสวนประวัติอย่างละเอียดค่ะ หากไม่มีปัญหาอะไร ก็จะได้เข้ามาทำงานในตำแหน่ง FBI Linguists ^^ เงินเดือนอยู่ที่  $27- $41 USD ต่อชั่วโมง (คูณ 30) สัปดาห์หนึ่งทำงาน 20 ชั่วโมงขึ้นไป

ตัวอย่างจำลองของข้อสอบการแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ
ใครแปลได้อย่างราบรื่น แสดงว่ามีแวว !!!


อาชีพที่สอง : FBI HOSTAGE RESCUE TEAM (HRT)  
         Hostage แปลว่าตัวประกัน , Rescue แปลว่าการช่วยชีวิต , Team แปลว่าทีม ดังนั้นอาชีพนี้ก็คือ ทีมช่วยชีวิตตัวประกัน !! แค่ฟังชื่อก็น่าหวาดเสียวแล้วใช่มั้ยคะ หน้าที่งานคือต้องช่วยชีวิตตัวประกัน การขับเฮลิคอปเตอร์ การจู่โจม การเข้าจับกุม การปฏิบัติการใต้น้ำ การใช้อาวุธขั้นสูง การตามล่าอาชญากร การคุ้มกันผู้มีตำแหน่ง โดยทีม HRT นี้มีความสำคัญมาก และยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นหลังเหตุการณ์ 9/11/01 ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้ว
         สำหรับคุณสมบัติหลักๆ ผู้ที่จะสมัครเข้ามาเป็นทีมช่วยชีวิตตัวประกันนั้น แน่นอนว่าต้องไม่ธรรมดา เพราะต้องมีประสบการณ์การทำงานอย่างน้อย 3 ปีในด้านต่อไปนี้

เคยทำงานในหน่วยหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องทหารของรัฐต่างๆ เช่น ตำรวจหรือทหารในกองทัพเคยทำงานในหน่วยหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับยุทธวิธีของท้องถิ่น เมือง หรือรัฐมีประสบการณ์การเทรนอย่างน้อย 3 เรื่องในเรื่องต่อไปนี้ ; Basic SWAT (การค้นหาอาวุธและวัตถุระเบิดเบื้องต้น) Advanced SWAT (การค้นหาอาวุธและวัตถุระเบิดขั้นสูง)  Hostage Rescue (การช่วยชีวิตตัวประกัน)  High Risk Arrest (การจับกุมที่มีความเสี่ยงสูง)  Barricaded Subject (สิ่งกีดขวาง)  Basic Sniper/Observer Advanced (การลอบยิงเบื้องต้น/การลอบสังเกตขั้นสูง ) Sniper/Observer(การลอบยิงขั้นสูง)  Tactical Firearms (ยุทธวิธีการใช้อาวุธปืน) 
         โดยเส้นทางของคนที่จะมาเป็นทีมช่วยชีวิตตัวประกันของ FBI นั้น ก่อนอื่นต้องสมัครเข้ามาในตำแหน่งของเจ้าหน้าที่พิเศษหน่วย FBI ก่อน และพอผ่านการคัดเลือกแล้ว ต้องมาเทรนด้านการสอบสวนอย่างน้อย 2 ปี หลังจากเทรนเสร็จแล้ว จะต้องเข้ารับการเทรนในคอร์สทีมช่วยชีวิตตัวประกันอีก 2 สัปดาห์ โดยในคอร์สนี้ จะต้องทำการทดสอบร่างกายอย่างละเอียด เรียนรู้การใช้อาวุธปืน เรียนรู้การเป็นหัวหน้าทีมและ การทำงานเป็นทีม หากผ่านคอร์สนี้ไปได้ ก็จะได้เข้ามาทำงานเป็นทีมช่วยชีวิตค่ะ เงินเดือนอยู่ที่ปีละ $57,362 - $74,014 USD (คูณ 30) หากคิดเฉลี่ยต่อเดือนแล้ว ก็เกือบๆ 2 แสนบาทเลยทีเดียว ฟังดูเหมือนจะเยอะมาก แต่ถ้าดูความเสี่ยงของงาน ก็น่าจะเป็นอาชีพที่เสี่ยงที่สุดในโลก


ขอบคุณเด็กดีดอทคอม

คำขวัญวันเด็กผู้ใหญ่หวังอะไร


            ความพิเศษของวันเด็กในแต่ละปี นอกจากจะได้ไปนั่งเก้าอี้นายก ดูเครื่องบิน ได้ของกินฟรีแล้ว สิ่งที่พลาดไม่ได้เลย ก็คือ คำขวัญวันเด็ก ซึ่งนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งขณะนั้นจะเป็นผู้มอบให้ เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมากว่า 50 ปีแล้วล่ะ
                                                                                                                                         
       2505 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ >> ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด
       2506 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ >> ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด 
       2507 งดการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ
       2508 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี
       2509 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี
       2510 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรงดีมีความประพฤติเรียบร้อย
       2511 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย เฉลียวฉลาดและรักชาติยิ่ง
       2512 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ
       2513 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส
       2514 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> ยามเด็กจงหมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ 



       2515 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ
       2516 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ
       2517 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ >> สามัคคีคือพลัง
       2518 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ >> เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี
      
 2519 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช >> เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดี มีวินัย เสียแต่บัดนี้       2520 นายธานินทร์ กรัยวิเชียร >> รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย
     
 2521 พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ >> เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ
      2522 พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ >> เด็กไทยคือหัวใจของชาติ
      2523 พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ >> อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย 
      2524 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรร

      2525 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
      2526 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม
      2527 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดีมีความคิด สุจริตใจมั่น หมั่นศึกษา
      2528 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม
      2529 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
      2530 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม 


     2531 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
     
2532 พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ >> รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
     2533 พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ >> รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
     2534 พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ >> รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา 



     2535 นายอานันท์ ปันยารชุน >> สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม      2536 นายชวน หลีกภัย >> ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
     2537 นายชวน หลีกภัย >> ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
     2538 นายชวน หลีกภัย >> สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม 
     2539 นายบรรหาร ศิลปอาชา >> มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด
    
 2540 พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ >> รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด      2541 นายชวน หลีกภัย >> ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
     2542 นายชวน หลีกภัย >> ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
     2543 นายชวน หลีกภัย - มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
     2544 นายชวน หลีกภัย - มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย 
         

     
2545 พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร >> เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส
     2546 พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร >> เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี
     2547 พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร >> รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแน่นอน
     2548 พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร >> เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด
     2549 พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร >> อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด 
     2550 พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ >> มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข
     2551 พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ >> สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม
    
 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ >> ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี
     2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ >> คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม
     2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ >> รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ 
     2555 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร >> สามัคคี มีความรู้คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี
            สรุปแล้ว 50 ปีที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเด็กไทยมากเท่าไหร่ ก็แค่ ต้องขยัน มีคุณธรรม รักชาติ ใฝ่เรียนรู้ รู้คุณค่าความเป็นไทย สามัคคี ประหยัด มีวินัย ซื่อสัตย์ มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่หมกมุ่นอยู่กับอบายมุข ส่วนยุคหลังๆ ก็เพิ่มเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาด้วย  เห็นมั้ยว่าไม่เยอะเท่าไหร่หรอก :)

           คุณสมบัติข้างต้น เรียกว่าเป็น คุณสมบัติพื้นฐานของคนดี เป็นบุคคลในอุดมคติของสังคม ดังนั้นผู้ใหญ่จึงพยายามปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กแต่เล็ก เพราะหวังว่าเด็กเป็นวัยที่อบรมสั่งสอนง่าย เหมือนคำที่ว่า ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก แต่ความเป็นจริงแล้วเด็กทุกคนรู้อยู่แก่ใจทั้งนั้น ว่าต้องเป็นอะไร ทำอะไร อยู่แค่ว่าจะทำหรือเปล่า แค่นั้นเอง!!  

ทายใจจากท่าการจับปากกา

 สิ่งหนึ่งที่เราทำเป็นประจำทุกวัน แทบจะไม่เคยขาดเลย คือ การหยิบจับปากกา – ดินสอ ขึ้นมาขีดเขียน ทั้งในเวลาเรียน เวลาวาดรูป เวลาจดบันทึกสิ่งต่างๆ ซึ่ง "ท่าการจับปากกา ดินสอ"ของคนแต่ละคนนั้นก็มีความแตกต่างกันไป  รู้กันบ้างรึเปล่าว่าท่าการจับปากกานั้นสามารถบอกนิสัยที่อยู่ในตัวของเราได้ โดยถ้าจับแบบ...

               
ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้จับปากกา – ดินสอ :: 
แสดงว่าเป็นคนเรียบง่าย มีความขยันขันแข็ง ชอบการทำมาหากินไม่ใช่พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ แต่มีข้อเสีย คือ ขาดความละเอียด ลึกซึ้ง รอบคอบ และไร้อารมณ์สุนทรี แต่เป็นคนรักบ้าน รักครอบครัว และมักเป็นที่พึ่งพาของคนอื่นอยู่เสมอ

               
ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบปากกา – ดินสอ :: แสดงว่าเป็นคนที่มีความจริงใจต่อคนอื่น เห็นอกเห็นใจคนง่าย ชอบการทำงานเพื่ออุดมการณ์ของตนเองมากกว่าเพื่อเงินทอง บุคลิกภายนอกดูไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ดูเป็นคนลังเล ตัดสินใจอะไรได้ยาก แต่จริงๆ แล้วเป็นคนที่มีจุดยืนและมั่นคงมากด้วย

                สอดปากกา – ดินสอไว้ระหว่างนิ้วกลางและนิ้วนาง :: แสดงว่าเป็นคนค่อนข้างตระหนี่ขี้เหนียว รู้จักและมองเห็นคุณค่าของเงิน ทำงานหนักและทำอย่างจริงจังเพื่อครอบครัว รักญาติพี่น้อง แต่แอบมีนิสัยจู้จี้จุกจิกน่ารำคาญอยู่เล็กน้อย ชอบคาดหวังว่าคนอื่นต้องเหมือนตัวเอง และไม่แคร์คนที่ไม่มีความสำคัญต่อชีวิต

               
จับชิดส่วนล่างสุดของปากกา – ดินสอ :: 
แสดงว่าเป็นคนเปลี่ยนใจง่าย ไม่ค่อยอยู่นิ่ง กระตือรือร้น และมีความเป็นมิตร ไม่ชอบทำอะไรที่มีการกำหนดไว้เป๊ะๆ หรือทำงานที่ซ้ำซาก จำเจ เพราะเป็นคนเบื่อง่าย ไม่ค่อยมีพยายามและอดทน จะสนใจสิ่งต่างๆ เพียงแป๊บเดียวเท่านั้น

               
จับส่วนบนของปากกา – ดินสอ :: แสดงว่าเป็นคนช่างฝัน แต่เมื่อฝันหรือต้องการอะไรแล้วก็จะพยายามทำให้ถึงที่สุดเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา มีความมุ่งมั่นสูงอย่างไม่น่าเชื่อเพราะบุคลิกภายนอกดูเป็นคนฉาบฉวย ไม่ใส่ใจอะไรสักอย่าง มีอารมณ์ข้น ถ้าได้สร้างเสียงหัวเราะให้คนอื่นจะรู้สึกสุขใจเป็นพิเศษ

ขอบคุณเด็กดีดอทคอม

ทายนิสัยจากเสียงริงโทน

กริ๊ง~ กริ๊ง~ เสียงโทรศัพท์ใครเนี่ย ทำไมโบราณจัง สวัสดีครับน้องๆ ที่ทายใจต้องเริ่มด้วยเสียงโทรศัพท์ เป็นเพราะว่าครั้งนี้เราจะมาทายใจเรื่องริงโทนกัน น้องๆ เลือกใช้ริงโทนแบบไหน จะได้รู้กันว่าเป็นคนอย่างไร ไปอ่านกันเลยครับ
     ใช้ริงโทนด้วยเพลงใหม่ ที่กำลังเป็นกระแส หรือชอบเปลี่ยนริงโทนประจำ เป็นคนค่อนข้างรักสนุก ชอบตามกระแสพอสมควร อยากเด่น แต่ขาดความมั่นใจในตัวเองอยู่ในใจลึกๆ อารมณ์ดี ขี้เล่น มีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ง่าย หรือตามความพอใจส่วนตัว ชอบเปลี่ยนแปลง เพื่อแสวงหาลูกเล่นใหม่ไปเรื่อยๆ เป็นพวกเห่อของใหม่นั่นเอง
     ใช้ริงโทนด้วยเพลงประกอบภาพยนตร์หรือละคร คุณเป็นคนติดตามข่าวสารความเป็นไปของสังคม เป็นคนไม่ตกกระแส แต่ก็ไม่ได้ตามกระแสมากเกินไป คุณอาจจะไม่ค่อยผูกพันกับอะไรมากเท่าไรและไม่ใช่พวกเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันทันที
     ใช้ริงโทนเพลงที่ชอบ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงใหม่ อาจจะเป็นเพลงเก่าสมัยนานมาแล้ว หรือเพลงที่ฮิตเมื่อหลายเดือนก่อน แสดงว่าเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องความรู้สึกมากกว่าที่จะคอยตามกระแสนิยม ชอบพูดคุย อธิบาย แนะนำ กระตือรือร้นในการปรับตัว มีความเป็นตัวเองสูงและไม่ใช่คนลืมตัวง่ายๆ
     ใช้เพลงแปลกๆ เช่น ไตเติ้ลรายการโทรทัศน์ เพลงรำวงมาตรฐาน ฯลฯ คุณค่อนข้างชอบเรียกร้องความสนใจอยู่เล็กๆ มักจะทำตัวเด่นหรือทำตัวแบบ "แหกๆ" ตามประสาคนรุ่นใหม่ มักจะมีแนวความคิดแบบขวางโลก แต่ก็ขวางไม่หมด คือมักจะเป็นนัก "สวนกระแสหลัก" มากกว่า แต่คุณค่อนข้างรักการท้าทายและกล้าได้กล้าเสีย

     ใช้เพลงที่ไม่ค่อยมีใครใช้ เช่น เพลงใต้ดิน เพลงแจ๊ซเฉพาะกลุ่ม เพลงการ์ตูน ฯลฯ คุณเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง และสามารถประเมินตัวเองได้ มีความเป็นตัวของตัวเอง ตัดสินใจได้เอง ไม่ค่อยตามกระแส ทำอะไรมักจะชอบฉายเดี่ยวและมีความเป็นผู้นำสูง แต่ก็ควรฟังเสียงคนอื่นเสียบ้าง เพราะมีแนวโน้มว่าอาจจะเด่นเกินไป
     ใช้เพลงไทยเดิม เพลงคลาสสิก ถ้าคุณไม่ได้ใช้เพื่อหวังความแปลก แสดงว่าเป็นคนที่ค่อนข้างมีอารมณ์สุนทรีย์ และมีความมั่นคงในตัวเอง มีระเบียบ ปากกับใจตรงกัน แต่คุณก็ไม่ค่อยกล้าออกนอกกรอบ รูปแบบของชีวิตที่คิดแล้วว่าดีไปมากนัก แต่ไม่ถือว่าเป็นพวกอนุรักษนิยม แค่คุณจะยึดมั่นในแบบแผน ที่ตัวเองเชื่อเป็นวิถีของคุณ
     ถ้าคุณไม่ใช้ริงโทน (ใช้เสียงที่แถมมากับโทรศัพท์) คุณเป็นคนเรียบง่าย คิดง่าย ทำง่าย แบบ "โต๊ะก็คือโต๊ะ" ดังนั้น โทรศัพท์มือถือก็คือโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่เครื่องเสียง คุณจะเป็นคนที่มองด้านฟังค์ชัน ประโยชน์และประสิทธิภาพเป็นหลัก บางครั้งคุณจะยอมใช้ข้าวของที่ดูเชยๆ แต่ทนทานไว้ก่อน คุณมักจะนิยมคนทำงานเก่ง โดยไม่สนใจอย่างอื่นของเขาเลย
    การทายใจจากริงโทนครั้งนี้ พี่มิ้งลองเล่นแล้วตรงดีเหมือนกันนะครับ น้องๆ ที่ชอบให้ริงโทนของตัวเองเป็นแบบไหนลองทายใจแล้วมาบอกคำทำนายที่ได้กันบ้างนะครับ
credit เด็กดีดอทคอม

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

วิธีฟื้นคืนชีพให้กับปุ่ม Home



ปีใหม่ทั้งทีมีวิธีการแก้ปัญหาปุ่ม Home บน iPhone คู่หูที่อยู่คู่กันมานาน เริ่มจะมีปัญหากดติดบ้าง ไม่ติดบ้าง บางคนอาจคิดว่าปุ่มกดอาจจะเสียแล้วก็เป็นได้ แต่ก่อนจะคิดอะไรไปไกล มาทำตามขั้นตอนง่ายๆ ในการฟื้นคืนชีพให้กับปุ่ม Home บน iPhone สุดรักกันดูก่อน ดังนี้
1.เริ่มจากเปิดแอพอะไรก็ได้ดังนี้ Weather, iTunes, Stocks หรือแอพอะไรก็ได้ที่มากับเครื่องตอนแรก (แนะนำ Weather )
2.จากนั้นกดปุ่ม Power ค้างไว้จนขึ้นหน้าจอเหมือนเราจะปิดเครื่อง “slide to power off” ให้ปล่อยมือจากปุ่ม Power
3.จากนั้นให้กดปุ่ม Home ค้างไว้ขณะที่หน้าจอยังขึ้น “slide to power off” ให้กดค้างไว้ จนกว่าหน้าจอนี้จะหายไปเอง
จากนั้นจะเห็นได้ว่าปุ่ม Home สามารถใช้งานได้ปกติเลยทีเดียว ซึ่งการที่เราทำข้างต้นนั้นคือการ Recalibrated ค่าของปุ่ม Home ให้กลับมาเป็นค่าปกตินั่นเอง ซึ่งจากการที่ใช้งานมานานอาจจะทำให้ตัวตำแหน่งมีการคลาดเคลื่อน นั่นเอง แต่วิธีนี้ไม่สามารถใช้กับเครื่องที่มีการตกจากที่สูง หรือโดนน้ำเข้าเครื่องได้ เหมาะสำหรับเครื่องใช้งานปกติ แต่มีอาการกดปุ่ม Home ยากนั่นเอง
จากการทดสอบสามารถใช้งานดีเลยทีเดียวและวิธีนี้สามารถใช้กับ iPhone, iPad และ iPod touch ได้หมด
ที่มา – iDownloadblog, flashfly.net

10 ประโยคเด็ดแห่งปี 2011


 
          บอกได้เลยว่า ในตลอดช่วงเวลาของปี 2011 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้  มีเหตุการณ์ต่าง ๆ นานา และเรื่องราวของบุคคลดัง ๆ จากทั่วโลก ให้ได้ติดตามกันมากมาย บ้างก็เป็นเรื่องที่ดี บ้างก็เป็นเรื่องแย่ ๆ เกิดขึ้นสลับกันไปมาไม่เว้นในแต่ละวัน ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ก็มักจะมีคำพูดหรือประโยคเด็ด ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ได้พูดถึงกันอยู่ด้วยเสมอ ด้วยเหตุนี้ ทางเว็บไซต์ของนิตยสารไทม์จึงได้รวบรวมเอา 10 ประโยคทองเด็ด ๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2011 มาให้คุณผู้อ่านทุกท่านได้ทราบกัน ซึ่งทั้ง 10 ประโยค ได้แก่..


          "We got him." 
          "เราจัดการเขาแล้ว"

          ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมสถานการณ์ในทำเนียบขาว ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า กำลังนั่งแท่นบัญชาการทำงานของหน่วยซีล กับปฏิบัติการบุกสังหารหัวหน้าผู้ก่อการร้ายคนสำคัญของโลก อย่างนายโอซามา บิน ลาเดน ในพื้นที่ปากีสถาน ก่อนที่หน่วยซีลจะรายงานกลับมาให้ประธานาธิบดี โอบาม่า และทีมงานที่อยู่ในห้องนั้นได้ทราบโดยทั่วกันว่า นายบิน ลาเดน โดนสังหารเรียบร้อยแล้ว


          "They had to know." 
          "พวกเขาต้องได้รู้"

          เรียกได้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องอื้อฉาวทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกใบนี้เลยทีเดียว เพราะการที่กองทุนจากสหรัฐฯ โกงแชร์ลูกโซ่ไปกว่า 50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นั้น ส่งผลกระทบต่อสถาบันทางการเงินยักษ์ใหญ่ของยุโรปมากมาย ถึงกับหุ้นตกและเจ็งกันไประนาว งานนี้หนึ่งในตัวการสำคัญอย่างนายเบอร์นี่ มาดอฟฟ์ ก็เลยโดนจับไปตามระเบียบ ก่อนที่เขาจะให้การในชั้นศาลถึงเรื่องราวของคดีนี้ จนนำไปสู่กันจับกุมผู้ร่วมฉ้อโกงคนอื่น ๆ

         

          "They love me ... They will die to protect me, my people."         
          "พวกเขารักผม ประชาชนของผมจะปกป้องผมจนตัวตาย"

          ก่อนที่นายมูอัมมาร์ กัดดาฟี่ อดีตผู้นำลิเบีย จะโดนยิงจากฝ่ายปฏิวัติจนเสียชีวิตนั้น เขาเคยแข็งกร้าวและเคยออกมาพูดกับสื่อในช่วงที่มีการลุกฮือของประชาชนใหม่ ๆ ว่า "พวกเขารักผม ประชาชนของผมจะปกป้องผมจนตัวตาย" แต่สุดท้ายแล้ว กาลเวลาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สิ่งที่เขาพูดนั้น ไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด

          
          "I'm on a drug. It's called Charlie Sheen. It's not available. If you try it once, you will die." 
          "ผมติดยา นั่นคือผม มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าคุณลองมันแม้แต่ครั้งเดียว คุณจะตายแน่ ๆ "

          ชาร์ลี ชีน ดาราจอมอื้อฉาวจากซีรีย์ "Two and a Half Men" ออกมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว "ABC News" ถึงเรื่องราวแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเขา ทั้งเรื่องของปัญหาการติดยาเสพติด ติดเหล้า ถึงขั้นที่ว่าควรโดนหามส่งโรงพยาบาล เพราะเสพยาเกินขนาดเลยด้วย แถมยังมีการทำร่างกายภรรยาของเขาอีก นี่เองเลยทำให้เขาโดนถอดออกจากการแสดงในซีรีย์เรื่องดังกล่าวที่เขาแสดงมานานตั้งแต่ซีซั่นแรกไปในที่สุด


          
          "It has been a really tough weekend." 
          "นี่เป็นสุดสัปดาห์ที่น่ากลัวจริง ๆ "

          นายฮาโรลด์ แคมปิ้ง นักจัดรายการวิทยุเพื่อเผยแผ่คริสต์ศาสนา ชาวอเมริกันคนนี้ เคยออกมาประกาศอย่างเต็มปากเต็มคำว่า "วันสิ้นโลก" หรือ "Judgment Day" นั้น จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม แต่สุดท้ายก็กลับหน้าแตกแบบหมอไม่รับเย็บ เพราะไม่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแต่อย่างใด แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น เมื่อได้ออกมาประกาศเป็นรอบที่ 2 ว่า วันสิ้นโลกจะเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 21 ตุลาคม แต่ก็นั่นแหละ วันเวลาผ่านมาแล้ว ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามเดิม งานนี้นายแคมปิ้งเองก็เลยอัปเปหิตัวเองออกจากการจัดรายการวิทยุซะเลย

          
          "My friends and I have been coddled long enough by a billionaire-friendly Congress." 
          "เพื่อน ๆ ผมที่เป็นมหาเศรษฐีและตัวผมเอง ผูกมิตรกับสภาคองเกรสมานานมากพอแล้ว"

          นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนและเจ้าของห้างค้าปลีกชื่อดัง "Wall Mart" ได้ออกมาแสดงทัศนะ ทางสภาคองเกรสของสหรัฐฯ น่าจะหันมาดูแลเรื่องการเงินของประเทศให้ดีมากกว่านี้ อีกทั้งยังแนะให้ว่าควรที่จะมีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากเศรษฐีทั้งหลาย ที่มีรายได้อย่างน้อยปีละ 1 ล้านดอลล่าร์ขึ้นไป เพราะคนอเมริกันส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ แต่เศรษฐีทั้งหลายกลับได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีมาโดยตลอด

         
          "What happened here is going to affect the whole Arab world." 
          "เกิดอะไรขึ้นกับโลกอาหรับที่ต้องมาเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้"

          เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในโลกอาหรับเริ่มมีการจุดปะทุขึ้น โดยที่ตูนิเซีย มีการประท้วงขับไล่อดีตประธานาธิบดีซีน เอล อิบิดีน เบน อาลี ที่ปกครองประเทศมายาวนานให้ออกไปจากประเทศ เนื่องจากไม่สามารถจะทนต่อการปกครองที่เผด็จการในตลอด 23 ปีได้อีกต่อไป ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเมืองตูนิเซียด้วย ที่มีการประท้วงกันรุนแรงมากขนาดนี้

          
          "Greece is bust, essentially." 
          "กรีซเข้าขั้นวิกฤตอย่างหนักแล้ว"

          นายกาเบรี่ยล สเตน นักเศรษฐศาสตร์ จาก "Lombard Street Research" ได้ออกมากล่าวถึงวิกฤตทางการเงินของประเทศกรีซว่า มีอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้กรีซลดค่าใช้จ่ายในประเทศได้ คือต้องมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานของรัฐบาลขึ้นใหม่ และต้องแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เช่น การเพิ่มรายรับและลดรายจ่ายของประเทศ รวมทั้งปรับลดการขาดดุลอย่างเร่งด่วน ไม่อย่างนั้น กรีซ จะกลายเป็นประเทศที่ล้มละลายไปซะก่อน

          
          "It's hard to find the words." 
          "เป็นอะไรที่ยากมาก ๆ ที่จะนึกคำศัพท์ออกมา"

          ซูกานย่า รอย สาวน้อยวัย 14 ปี ได้กล่าวประโยคนี้ออกมา หลังเป็นผู้ชนะในการแข่งขันสะกดคำระดับประเทศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยคำศัพท์ที่ทำให้เธอเป็นผู้ชนะนั่นก็คือ "Cymotrichous" ซึ่งมีความหมายว่า "มีผมเป็นลอนสวย ๆ " นั่นเอง


          "I'm hopping mad about it." 
          "ผมล่ะอยากจะบ้าให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย"

          นายเรย์ ลาฮู้ด เลขาธิการการคมนาคมของสหรัฐฯ ได้พูดถึงเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นกับการควบคุมการจราจรทางอากาศ ที่ผู้บังคับหรือมีส่วนในเรื่องนั้น ดันเผลอหลับในระหว่างที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ไปซะได้ งานนี้ผู้บริหารระดับสูง ๆ และผู้ที่เกี่ยวข้องเลยออกอาการหัวเสียกันยกใหญ่

ขอบคุณเด็กดีดอทคอม