วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555

5 อาชีพสุดแปลก ที่มีอยู่จริง

 ถ้าถามว่าอาชีพในฝันคืออะไร หลายๆคน ต่างก็มีคำตอบอยู่ภายในใจกันอยู่แล้วใช่ไหม ซึ่งแต่ละคนก็มีอาชีพในฝันที่แตกต่างกันไป แต่อาชีพที่พี่ปัดนำมาฝากในวันนี้ ไม่ใช่อาชีพธรรมดาทั่วไปแน่นอน แต่เป็น “5 อาชีพสุดแปลก”ที่อาจจะไม่เคยคิดหรือได้ยินมาก่อนว่ามีอาชีพเหล่านี้อยู่จริง!!
เด็กดีดอทคอม :: 5 อาชีพสุดแปลก ที่มีอยู่จริง
             อาชีพนักดมรักแร้ :: อาชีพที่พี่ปัดขอยืนยัน แถมนอนยันให้ด้วยว่ามีอยู่จริง โดยบริษัทผู้ผลิตโรลออนจะจ้างคนมาดมรักแร้ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท เพื่อเป็นการตรวจเช็คว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมานั้นดีและเหมาะสมแล้วรึยัง ซึ่งนักดมรักแร้จะต้องดมรักแร้ของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์กว่า 60 คน/วันเลยทีเดียว ไม่รู้ว่าหลังจากดมเสร็จแล้วจะต้องไปสูบยาดมหมดไปกี่หลอด

             นักทดสอบสไลด์เดอร์ :: ถ้าไปสวนน้ำแล้วไม่ได้เล่นสไลด์เดอร์ก็เหมือนว่าไปไม่ถึง  ซึ่งทุกคนรู้กันรึเปล่าว่าก่อนที่เราจะได้เล่นเครื่องเล่นชนิดนี้นั้น มันต้องผ่านการทดสอบมาก่อนจากนักทดสอบสไลเดอร์ อ๊ะๆ อ่านชื่ออาชีพไม่ผิดหรอกจ้ะ ชื่ออาชีพนี้จริงๆ โดยมีหน้าที่ทดสอบเล่นสไลเดอร์ที่สร้างขึ้นมาว่าสนุกไหม อันตรายรึเปล่า และหวาดเสียวไหม เรียกว่าเป็นหนูทดลองคนแรกที่จะได้เล่นเครื่องเล่นนี้เลยจ้ะ
เด็กดีดอทคอม :: 5 อาชีพสุดแปลก ที่มีอยู่จริง
             นักระบุเพศไก่ :: อย่านึกว่าลูกเจี๊ยบที่เพิ่งถูกฝักตัวออกมาจากไข่แล้ว จะถูกปล่อยให้อยู่เฉยๆ นะจ๊ะ เพราะมันต้องผ่านมือของเขาคนนี้เสียก่อน นักระบุเพศไก่ หน้าที่ของเขา ขอบอกว่าสำคัญกับอุตสาหกรรมไก่มาก เพราะต้องระบุเพศลูกเจี๊ยบว่าเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย ถ้าเป็นเพศเมียก็จะถูกแยกตัวออกไปเลี้ยงเป็นไก่ไข่ ส่วนเพศผู้ก็ถูกนำไปเลี้ยงเป็นไก่เนื้อ

             นักทดสอบเตียงนอน :: ถ้าชื่นชอบการนอนเป็นชีวิตจิตใจล่ะก็ขอแนะนำอาชีพนี้เลยจ้ะ กับนักทดสอบเตียงนอน ที่ขอบอกว่าเตียงนอนที่นำมาให้ทดสอบนั้นไม่ใช่เตียงธรรมดาทั่วไปนะ แต่เป็นเตียงหรูที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่นักทดสอบจะต้องนอนทดสอบเพื่อเช็คว่ามันทำให้หลับสบายจริงรึเปล่า

             นักทดสอบอาหารสัตว์ :: อย่าเพิ่งนึกว่าคนที่ประกอบอาชีพนี้จะต้องกินอาหารสัตว์นะจ๊ะ จริงๆ แล้วเขาให้สัตว์เลี้ยงแสนรักอย่าง หมา และแมวเป็นฝ่ายกิน ส่วนนักทดสอบอาหารสัตว์ก็จะมีหน้าที่สังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดของสัตว์เลี้ยงว่าพวกมันชื่นชอบอาหารเหล่านั้นรึเปล่า
ขอบคุณเด็กดีดอทคอม

เบื้องหลังการเป็น FBI

          FBI ย่อมาจาก Federal Bureau of Investigation หรือ สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในกองราชการของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งในปีค.ศ.1908 ปัจจุบันเน้นดูแลปัญหาอาชญากรรมระหว่างประเทศ การก่อการร้าย คดียาเสพติด และการฟอกเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา หรือพูดง่ายๆ ก็คือเหมือนเป็นตำรวจส่วนกลางของประเทศนั่นเอง (แต่ไม่มียศ) เพราะปกติแล้ว ในสหรัฐอเมริกามีหลายรัฐหลายเมือง แต่ละรัฐก็มีกฏหมายที่ต่างกัน ตำรวจของรัฐใดก็มีอำนาจจัดการภายในรัฐนั้นๆ เท่านั้น แต่ FBI จัดการได้หมดทุกรัฐทุกที่ ! ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ FBI เป็นผู้หญิงประมาณ 15% นอกนั้นเป็นผู้ชายทั้งหมด
          คดีหลักๆ ที่ FBI ดูแล แบ่งได้เป็น 9 หมวดคือ การก่อการร้าย  การต่อต้านข่าวกรอง  อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ การคอรัปชั่นของราชการ สิทธิพลเมือง อาชญากรรมในองค์กร อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ อาชญากรรมรุนแรง และการโจรกรรมกลุ่ม
           เจ้าหน้าที่หลักของ FBI (ที่เห็นกันในหนังบ่อยๆ ) มีชื่อตำแหน่งภาษาอังกฤษว่า FBI Special Agent หรือเจ้าหน้าที่พิเศษแห่ง FBI ว่ากันว่าหน้าที่หลักๆ ของเจ้าหน้าที่พิเศษแห่ง FBI คือ Challenge the unknown , Solve the impossible แปลได้ว่า ต้องท้าทายกับใครก็ไม่รู้ (ซึ่งก็หมายถึงผู้ก่อการร้ายที่ยังจับตัวไม่ได้) และต้องแก้ปัญหาที่เป็นไปไม่ได้ (ให้เป็นไปได้)  โอ้วววว ... เท่มั้ยล่ะ
คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ที่จะสามารถสมัครเพื่อเป็น FBI SPecial Agent ได้
- สัญชาติอเมริกัน
- อายุระหว่าง 23-37 ปี
- ไม่เคยมีความผิดโทษทางอาญา
- มีใบขับขี่รถยนต์
- จบปริญญาตรี (สาขาใดก็ได้)
- มีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 3 ปี
- มีความรู้หรือพร้อมที่จะเรียนรู้เนื้อหางานเกี่ยวกับบัญชี IT ภาษา และกฏหมาย
- สุขภาพดี บุคลิกภาพดี
- พร้อมที่จะทำงานที่ไหนก็ได้ในโลกใบนี้
ขั้นตอนการคัดเลือก
ขั้นตอนที่ 1 สมัครออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์
ขั้นตอนที่ 2 ทาง FBI จะคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม เข้ามาทำการทดสอบเบื้องต้นในเรื่องต่อไปนี้
Biodata Inventory ทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การกล้าตัดสินใจ ข้อสอบเป็นชอยส์และให้เลือกตอบชอยส์ A-E
ตัวอย่างข้อสอบในส่วนของ Biodata Inventory 
Logical Reasoning Test ทดสอบความสามารถในการเข้าถึงรายละเอียดต่างๆ และการประเมินข้อมูลเพื่อตัดสินใจ โดยข้อสอบส่วนนี้จะเป็นคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่มีกฏหมายหรือคดีความเข้าไปเกี่ยวข้อง และให้เลือกตอบชอยส์ A - E ว่าข้อใดถูกต้อง
Situational Judgment Test ทดสอบความสามารถในการวางแผน การรักษาภาพจน์ การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ความซื่อสัตย์ และการมีศีลธรรม ข้อสอบเป็นเหตุการณ์สมมติที่ให้เราตัดสินใจแก้ปัญหา และมีแนวทางแก้ปัญหาให้คือชอยส์ A-D โดยให้เราประเมินว่า แนวทางแก้ปัญหาชอยส์ A-D แต่ละข้อนั้น ข้อไหนเหมาะสมมากที่สุดด้วยการใส่เลข 1-7 ในชอยส์นั้นๆ โดย 1 คือไม่เหมาะสมที่สุด และ 7 คือเหมาะสมมากที่สุด
ตัวอย่างข้อสอบในส่วนของ Situational Judgment Test


ขั้นตอนที่ 3 ผู้ที่ทดสอบในขั้นตอนที่ 2 ผ่าน จะต้องทำการทดสอบในหัวข้อต่อไปนี้
Structured Interview คือการสอบสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่พิเศษ FBI 3 คนซึ่งผ่านการเทรนในการคัดเลือกเจ้าหน้าที่มาเป็นอย่างดี โดยเจ้าหน้าที่ที่สอบสัมภาษณ์นี้จะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้เข้าสอบสัมภาษณ์เลยยกเว้นชื่อ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง กับ 13 คำถามมาตรฐาน
Written Exercise คือการสอบข้อเขียน โดยทางเจ้าหน้าที่จะมอบหลักฐานสำคัญของคดีจำลองหนึ่ง และให้ผู้เข้าสอบ เขียนรายงานหรืออธิบายเกี่ยวกับหลักฐานนั้นภายในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง
ขั้นตอนที่ 4 ผู้ที่ผ่านการทดสอบจะได้รับจดหมายนัดให้ทดสอบสมรรถภาพร่างกายตามนี้ ซิทอัพ 1 นาที  วิ่งระยะสั้น 300 เมตร  วิดพื้น (ไม่จำกัดเวลา นับครั้งเท่าที่ทำได้) และวิ่งระยะไกล 1.5 ไมล์
ขั้นตอนที่ 5 ทาง FBI จะทำการสอบสวนประวัติของผู้ที่ผ่านการทดสอบอย่างละเอียด โดยเฉพาะประวัติด้านอาชญากรรมและยาเสพติด 
ขั้นตอนที่ 6 ผู้ที่ผ่านการทดสอบและตรวจสอบประวัติ จะต้องเข้าตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะการมองเห็นและการได้ยิน
ขั้นตอนที่ 7 ผู้ที่ผ่านการทดสอบทั้ง 6 ขั้นตอนด้านบน จะถูกจัดสรรไปตามแผนกต่างๆ ของ FBI ตามความเหมาะสม ได้แก่

Intelligence สอบสวนคดีหรือเรื่องที่ขัดแย้งต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา  และสรรหาและรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อส่งให้แก่ FBI แผนกอื่นๆ เหมือนเป็นหัวกะทิเน้นป้อนข้อมูลนั่นเอง
Counterintelligence แผนกนี้จะคอยดูแลความปลอดภัยให้ประเทศ คือดูว่ามีประเทศไหนจะแทรกแซงสหรัฐเมริกาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นทางอาวุธ ทางสงคราม หรือการขยายอำนาจอิทธิพล
Counterterrorism แผนกนี้อาจต้องโลดโผนนิดนึง คือเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายนั่นเอง ต้องร่วมกันหาตัวผู้ก่อการร้ายที่มีรายชื่อในบัญชีของ FBI และป้องกันการก่อร้ายที่อาจเกิดขึ้น
Criminal Investigative จะคล้ายๆ แผนกแรก แต่จะเน้นสอบสวนคดีที่ร้ายแรง คดีเกี่ยวกับธุรกิจการเงิน คดีขององค์กร คดียักยอกทรัพย์ คดียาเสพติด
Cyber ชื่อแผนกก็บอกอยู่แล้วว่าไซเบอร์ แผนกนี้จะคอยดูแลคดีที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ คือใครมาแฮ็กข้อมูลทางราชการล่ะก็ ฝ่ายนี้จะเป็นคนจัดการ
         โดยจะต้องเข้ารับการฝึกอย่างเข้มงวดเป็นเวลา 21 สัปดาห์ ที่วิทยาลัยสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FBI National Academy จากนั้นถึงจะได้เข้าทำงานเป็น FBI Special Agent หรือเจ้าหน้าที่พิเศษแห่ง FBI สำหรับเงินเดือนนั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุงาน โดยรายได้ต่อปีจะอยู่ที่ $41,064 - $133,969 (คูณ 30 เข้าไปนะ)
ขอบคุณเด็กดีดอทคอม

20 อันดับเครื่องดื่มที่รสชาติเยี่ยมที่สุด

อันดับ 20  Sex on the beach ส่งเข้าประกวดโดย .... อเมริกา
         แค่ฟังชื่อก็สยิวกิ้ว ชวนให้คิดลึกแล้วเนาะ 5555 สำหรับเครื่องดื่ม Sex on the beach เริ่มต้นมาจาก มีพนักงานบาร์ในเมืองฟลอริด้าคนหนึ่ง เข้าแข่งขันในงานประกวดค็อกเทล และเค้าก็ได้คิดเมนูเครื่องดื่มนี้ขึ้นมา โดยส่วนผสมหลักๆ ก็มีน้ำส้ม น้ำแครนเบอร์รี่ วอดก้า และเหล้าพีช ดังนั้นถ้าใครไปเที่ยวทะเล แล้วได้ยินคนพูดว่า “I’ll have Sex on the Beach, please” ก็อย่าคิดลึกนะคะ แหะๆ มันคือชื่อเครื่องดื่ม !!!!!! ใครคิดเป็นอื่นไกลนี่แช่งเลยอะ
อันดับ 19  Es kelapa muda ส่งเข้าประกวดโดย .... อินโดนีเซีย
         เอส เคลาปะ มูดะ (ออกเสียงยากได้อีก) เป็นเครื่องดื่มของอินโดนีเซียที่ขึ้นชื่อมากๆ ดื่มได้ตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ ส่วนผสมคือน้ำมะพร้าวอ่อนผสมกับไซรัป และใส่เนื้อมะพร้าวลงไปด้วย (แค่นึกภาพตามก็อร่อยแล้วอะ) ถือเป็นเครื่องดื่มประจำชาติอย่างหนึ่งที่มีรสชาติยอดเยี่ยมทีเดียวค่ะ ขอเดาว่าน่าจะคล้ายๆ น้ำมะพร้าวบ้านเรา แต่น่าจะหวานกว่ามั้ง^^
อันดับ 18  White wine ส่งเข้าประกวดโดย .... ทั่วโลก

         White Wine หรือไวน์ขาวนี้ เป็นเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีตั้งแต่ราคาถูกจนแพงสุดๆ บางคนที่เป็นนักสะสมไวน์ขาวถึงกับยอมจ่ายเงินกว่า 117,000 USD หรือประมาณ 3,500,000 บาทเพื่อซื้อไวน์ขาวเพียง 1 ขวด จริงๆ แล้วไวน์ขาวอาจไม่ใช่เครื่องดื่มที่รสชาติดีที่สุดในโลก แต่คลาสสิกสุดๆ
อันดับ 17  Lemonade ส่งเข้าประกวดโดย .... อียิปต์

        Lemonade หรือน้ำมะนาว หลายคนอาจมองว่าเป็นเครื่องดื่มธรรมดาๆ ที่ใส่แค่น้ำมะนาว น้ำตาล แล้วก็น้ำเปล่าลงไปผสมๆ กันเท่านั้น แต่มีหลักฐานยืนยันว่า อียิปต์คือชนชาติแรกที่คิดค้นการทำน้ำมะนาวเมื่อกว่า 1,500 ปีที่แล้ว ซึ่งน้ำมะนาวเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพมากๆ โดยเฉพาะน้ำมะนาวที่ไม่ใส่น้ำตาลนั้น ถือเป็นยาอย่างหนึ่งเลยทีเดียว ดังนั้นใครสามารถทนรสชาติเปรี้ยวจี๊ดได้ แนะนำให้ดื่มน้ำมะนาวเพียวๆ ดูบ้าง ก็น่าจะดีไม่น้อยนะคะ

อันดับ 16  Anything from a hotel mini-bar ส่งเข้าประกวดโดย .... ทั่วโลก
         Anything from a hotel mini-bar หรือแปลได้ว่า อะไรก็ได้ที่อยู่ในมินิบาร์ในโรงแรม คือถ้าใครเคยพักโรงแรม จะรู้ดีว่า ในตู้เย็นในห้องพักนั้น จะมีเครื่องดื่มมากมายให้เราเลือกดื่ม (แต่ต้องเสียเงินนะ แพงกว่าปกติซะด้วย) แต่เชื่อเถอะว่า รสชาติของเครื่องดื่มพวกนี้มักอร่อยกว่าปกติ ก็ลองคิดดูสิว่า เวลาเราไปพักในโรงแรม ตื่นเช้ามาก็คอแห้งๆ ไม่รู้จะทำอะไรก่อนดี ก็ลองเปิดตู้เย็นแล้วหยิบเครื่องดื่มออกมาดื่ม รับรองจะรู้สึกดีมากๆ เลยค่ะ 5555
อันดับ 15  Sake ส่งเข้าประกวดโดย .... ญี่ปุ่น
         Sake หรือสาเก หรือเหล้าญี่ปุ่น ส่วนมากหมายถึงเหล้าที่ทำมาจากข้าว การเสิร์ฟสาเกจะเสิร์ฟแบบร้อนหรือที่อุณหภูมิห้อง ว่ากันว่ารสชาติของสาเกนั้น แรงกว่าไวน์แต่อ่อนกว่าวอดก้า คือถ้าใครเคยดูพวกซีรีส์ญี่ปุ่น จะเห็นเลยว่า ใครที่ดื่มสาเกเข้าไป มักจะหน้าแดงและหัวเราะกันอย่างอารมณ์ดีเลยทีเดียว
อันดับ 14  Pastis ส่งเข้าประกวดโดย .... ฝรั่งเศส
         Pastis หรือปาสติส เป็นเครื่องดื่มประจำชาติอย่างหนึ่งของฝรั่งเศส ส่วนผสมหลักๆ คือรากชะเอมกับน้ำตาล แต่ปัจจุบันนิยมใส่แอลกอฮอลล์ลงไปด้วย สำหรับเวลาดื่ม ต้องผสมกับน้ำเปล่าก่อน คนที่เคยชิมว่ากันว่ารสชาติคล้ายๆ ลูกอมแฮ็คส์ค่ะ
อันดับ 13  Kool-Aid  ส่งเข้าประกวดโดย .... อเมริกา
         Kool-Aid หรือคูลเลด มีต้นกำเนิดในรัฐเนบราสก้า เป็นเครื่องดื่มผงไว้ผสมน้ำแล้วดื่ม มีหลายรสชาติ ได้แก่ สตอเบอร์รี่ องุ่น เชอร์รี่ มะนาว แน่นอนว่าเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ และมีความหวานน้อยกว่าน้ำตาลทั่วไป 3 เท่า
อันดับ 12  Watermelon cucumber punch ส่งเข้าประกวดโดย .... ทั่วโลก
         Watermelon cucumber punch หรือพันช์แตงโมใส่แตงกวา ถือเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วจะรู้สึกสดชื่นมากๆ ขั้นตอนการทำต้องผสมน้ำมะนาวและไซรัปลงไปด้วย เป็นเครื่องดื่มที่รสชาติไม่แพง เหมาะจะดื่มในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว ก็แหม ทั้งแตงโม ทั้งแตงกวา เป็นอะไรที่เย็นสดชื่นอยู่แล้วเนาะ
อันดับ 11  Sangria ส่งเข้าประกวดโดย .... สเปน
         Sangria  หรือซางเกรีย เป็นค็อกเทลที่นิยมดื่มกันมานับร้อยปี คำว่า Sangria  มีรากศัพท์ที่แปลว่าเลือด ดังนั้นส่วนผสมหลักของเครื่องดื่มนี้คือไวน์แดง ผสมกับน้ำส้ม น้ำผึ้ง และน้ำเชื่อม ใครจะใส่ผลไม้อย่างอื่นเพิ่มเข้าไปก็ได้ตามใจชอบ เหมาะนักสำหรับหน้าร้อน
อันดับ 10  Hot chocolate with marshmallows ส่งเข้าประกวดโดย .... อเมริกา
         Hot chocolate with marshmallows หรือช็อกโกแล็็ตร้อนกับมาร์ชเมลโลว์ เห็นชื่อแบบนี้ก็รู้แล้วว่าเป็นเครื่องดื่มในหน้าเย็น เหมาะสำหรับการดื่มเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ว่ากันว่าช็อกโกแล็ตร้อนกับมาร์ชเมลโลว์ซักแก้ว จะทำให้เรารู้สึกอบอุ่น เหมือนการใส่ถุงเท้าถุงมือหนาๆ แล้วนอนเล่นในสกีรีสอร์ทเลยค่ะ
อันดับ 9  Gin and tonic ส่งเข้าประกวดโดย .... อังกฤษ
        Gin and tonic หรือจินแอนด์โทนิก หลายคนคงเคยได้ยินชื่อกันบ่อยๆ เป็นเครื่องดื่มที่ผสมกันระหว่างจินกับโทนิก โดยจินเป็นเหล้าขาวชนิดหนึ่งซึ่งทำจากธัญพืชและสมุนไพรหลายชนิด เช่น รากผักชี เปลือกส้ม รากผักกาด ส่วนโทนิกเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอลล์ มีรสหวาน เมื่อนำทั้งจินและโทนิกมาผสมกัน ก็จะได้เครื่องดื่มที่วิเศษอย่างจินแอนด์โทนิกนั่นเอง
อันดับ 8  Red wine  ส่งเข้าประกวดโดย .... ทั่วโลก
         Red wine หรือไวน์แดง มีต้นกำเนิดเมื่อกว่า 8,000 ปีที่แล้วในดินแถนยูเรเชีย โดยส่วนมากทำมาจากองุ่นดำ ดังนั้นไร่องุ่นแทบทุกที่ มักมีธุรกิจผลิตไวน์จำหน่ายด้วย สำหรับเวลาดื่มมักเสิร์ฟพร้อมกับอาหาร เช่น สเต๊ก
อันดับ 7 Orange juice  ส่งเข้าประกวดโดย .... อเมริกา
         คงไม่มีใครไม่รู้จัก Orange juice หรือน้ำส้ม ที่แอบมีชื่อเล่นว่า O.J. เป็นเครื่องดื่มที่ดื่มได้ตั้งแต่เด็กเล็กยันผู้สูงอายุ ดื่มทีไรก็ทำให้นึกถึงวัยเด็กทุกครั้ง  (แต่ในบ้านเรามักเรียกว่าน้ำนางเอก) นอกจากจะดื่มเพียวๆ ได้แล้ว ยังสามารถนำผลไม้อื่นๆ มาผสมได้ด้วย เช่น แอปเปิ้ล แตงโม สับปะรด มะเขือเทศ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีคุณค่าทางสารอาหาร โดยเฉพาะส้มที่อเมริกานั้น มีผลใหญ่ รสชาติเยี่ยมเลยทีเดียว !
อันดับ 6  Air mata kucing ส่งเข้าประกวดโดย .... มาเลเซีย
         Air mata kucing หรือ แอร์ มาทะ คูซิง เป็นเครื่องดื่มของมาเลเซีย ว่ากันว่าชาวมาเลเซียเป็นชนชาติหนึ่งซึ่งมีเซนส์ในการผลิตเครื่องดื่มได้ดีที่สุดในโลก โดยเครื่องดื่มนี้ทำมาจากผลไม้เมืองร้อน เช่น ลำใยอบแห้ง เมลอน มีรสชาติหวานๆ เย็นๆ
อันดับ 5  Tea ส่งเข้าประกวดโดย .... ทั่วโลก
         Tea หรือน้ำชา เป็นเครื่องดื่มอีกชนิดที่คลาสสิกมากๆ และมีต้นกำเนิดในประเทศจีนเมื่อ 2,000 กว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นชาร้อนไว้จิบในหน้าหนาวให้ร่างกายอบอุ่น หรือชาเย็นที่ดื่มแล้วจะรู้สึกสดชื่นในหน้าร้อน 
อันดับ 4  Beer ส่งเข้าประกวดโดย .... ทั่วโลก
        Beer หรือเบียร์ เป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีใครไม่รู้จัก แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ดื่ม (เพราะน้องๆ ก็ไม่ดื่มกันใช่มั้ย ? ^^") สามารถดื่มคู่กับอาหารได้แทบทุกชนิดหรือแม้แต่กับขนมก็ยังได้  เบียร์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ชนิดแรกของโลก เริ่มผลิต 6,000 ปีก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว นานมากๆ
อันดับ 3  Coffee ส่งเข้าประกวดโดย .... เอธิโอเปีย

         Coffee หรือกาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ใครๆ ก็รู้จัก แต่ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดในประเทศเอธิโอเปีย เชื่อเถอะว่าเช้าวันจันทร์ พนักงานออฟฟิศแทบทุกคนต้องทำงานแบบตาปรือๆ พร้อมกับมีถ้วยกาแฟในมือคนละแก้ว ทุกวันนี้ กาแฟได้ถูกพัฒนาเพิ่มเป็นหลายแบบหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็น ลาเต้ มอคค่า คาปูชิโน่
อันดับ 2  Coca-Cola  ส่งเข้าประกวดโดย .... อเมริกา
         Coca-Cola หรือโคคาโคล่า ถูกผลิตโดยเภสัชกรคนหนึ่งในปี 1886 โดยมีเป้าหมายเพื่อจะผลิตเครื่องดื่มที่ช่วยทำให้อาการปวดศีรษะหายไป จนปัจจุบันกลายเป็นเครื่องดื่มชื่อดังระดับโลก และถูกผลิตออกมาอีกหลายรสชาติ เช่น ซีโร่ มะนาว เชอร์รี่ หรือแบบไดเอต
อันดับ 1  Water ส่งเข้าประกวดโดย .... ทั่วโลก
         Simple is the best น่าจะใช้ได้กับน้ำเปล่า ถึงจะเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แต่คือเครื่องดื่มที่เราทุกคนขาดไม่ได้เด็ดขาด นอกจากจะใช้ดื่มแล้ว ยังนำไปใช้ล้างรถ ใช้ทำอาหาร จะนำไปต้มให้ร้อนหรือใส่น้ำแข็งให้เย็นแล้วดื่มก็ได้ทั้งนั้น ถือเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่มนุษย์ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะคนไทยอย่างเรา ช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา หลายคนคงรู้ซึ้งเลยว่า น้ำเปล่ามีค่ามากกกกกกกกกกกกกแค่ไหน

ขอบคุณ เด็กดีดอทคอม

6 เรื่องที่อาจไม่รู้ของ "คิมจองอิล"


ชีวิตในวัยเด็ก    
         จริงๆ แล้วเขาเกิดที่ค่ายทหารโซเวียตในไซบีเรีย แต่บางข้อมูลบอกว่าเขาเกิดบนยอดเขาที่สูงที่สุดของเกาหลีเหนือ โดยเขาเกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1941 แต่ในประวัติตามสื่อต่างๆ มักระบุว่าเขาเกิด 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 สาเหตุก็เพราะว่า คนเกาหลีเหนือจะให้ความสำคัญกับเลข 5 และเลขต่างๆ ที่หารด้วยเลข 5 ลงตัว เนื่องจาก "คิมอิลซอง" ผู้เป็นพ่อเกิดในปี 1912 หากเลื่อนปีเกิดไปเป็นปี 1942 จะทำให้อายุของเขาห่างกับพ่อของเขา 30 ปีพอดี
         ในตอนเด็กๆ เขามีชื่อเล่นเป็นภาษารัสเซียว่า Yura (ยูรา) เขาใช้ชื่อนี้มาเรื่อยๆ จนจบมัธยมปลาย คนอื่นจึงเริ่มเรียกเขาว่า "คิมจองอิล"

ประวัติการศึกษา    
         การเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยของคิมจองอิลนั้น เขาเริ่มเข้าเรียนในเดือนกันยายนปี 1960 ที่มหาวิทยาลัยคิมอิลซอง ซึ่งผู้เป็นพ่อของเขาเป็นคนสร้าง รวมถึงพี่น้องคนอื่นๆ ก็เข้าเรียนที่นี่กันทุกคน โดยเขาเข้าเรียนในสาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง ในระหว่างเรียน เขาได้รับการดูแลอย่างดีทั้งจากอาจารย์และเพื่อน มีรายงานว่า เพื่อนๆ ของเขาไม่มีใครกล้าเรียกเขาว่าจองอิล แต่ทุกคนจะเรียกว่า "ลูกชายท่านผู้นำ" แทน (กลัวนั่นเอง)
         ก่อนที่เขาจะจบการศึกษา เขาได้ทำปริญญานิพนธ์ในหัวข้อ 'the role and status of gun in socialism building' หรือ บทบาทและสถานะของปืนในการสร้างระบบสังคมนิยม โดยเขาได้อธิบายช่องหว่างระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบท และบทบาทของปืนและอาวุธต่างๆ ที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงสังคมชนบทให้กลายเป็นสังคมเมือง

เวลาในการทำงาน    
         หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งของเกาหลีเหนือเคยรายงานนิสัยในการทำงานของผู้นำท่านนี้ว่า เป็นคนที่ชอบทำงานในเวลากลางคืนจนเป็นนิสัย โดยเวลาทำงานของเขาจะอยู่ที่เวลา 5 ทุ่มจนถึงประมาณตี 4 จากนั้นจะเข้านอนตอนเช้า และตื่นขึ้นมาในช่วงบ่าย ซึ่งคิมจองอิลเองก็เคยเปิดเผยว่า การทำงานตอนกลางคืนเป็นนิสัยที่เขาปฏิบัติมานานหลายสิบปีแล้ว โดยเริ่มจากที่ต้องช่วยพ่อทำงาน เขาจะได้รับรายงานในช่วงตี 3 ของวัน และต้องสรุปรายงานต่างๆ นี้และส่งไปให้พ่อของเขาตรวจในตอนตี 4
         แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงกลางวันนั้น เป็นช่วงที่จะได้รับการรายงานเรื่องการดักฟังโทรศัพท์ของคนในรัฐบาล ดังนั้นในเวลากลางคืนจึงเป็นเวลาเหมาะสมที่จะจัดการเรื่องพวกนี้ และอาจเป็นสาเหตุให้เขาเลือกทำงานในช่วงเวลากลางคืนก็เป็นได้

เมนูอาหารที่ชื่นชอบ    
         เป็นที่รู้กันดีว่า คนเกาหลีเหนือส่วนมากอยู่กันแบบอดๆ อยากๆ แต่ผู้นำประเทศกลับมีชีวิตที่สุขสบายและนิยมรับประทานอาหารแพงๆ บางทีเขามักสั่งให้คนสนิทบินไปต่างประเทศเพื่อหาซื้ออาหารแพงๆ จากเมืองนอกมาให้ (คิมจองอิลกลัวเครื่องบินค่ะ เขาจะไม่ค่อยเดินทางไปไหนโดยเครื่องบิน) โดยพ่อครัวของเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ท่านผู้นำคนนี้ชอบหูฉลามมาก สามารถทานได้ทุกวัน โดยประยุกต์เป็นหลายๆ เมนู เช่น หูฉลามตุ๋นเยื่อไม้ไผ่ หูฉลามตุ๋นมะพร้าว โดยในมื้อหนึ่งๆ เขาจะทานอาหารไม่มากเท่าไหร่นัก แต่จะชอบเลือกสรรเมนูต่างๆ ใหม่ๆ มาให้พ่อครัวทำ
         แม้แต่ในปี 1996 ที่เกาหลีเหนือประสบภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก แต่พ่อครัวของคิมจองอิลก็ยังเดินทางไปหลายประเทศเพื่อหาอาหารชั้นเลิศมาให้ท่านผู้นำ เช่น เหล้าองุ่นแดงจากเดนมาร์ค ปลาคาเวียร์จากอิหร่าน ผลไม้เมืองร้อนจากเอเชียใต้ เช่น ทุเรียน มะละกอ

ความสูงของคิมจองอิล    
         ตามข่าวทั่วไปมักระบุว่า คิมจองอิลสูงประมาณ 165 เซนติเมตร แต่ก็มีคนสงสัยไม่น้อยว่า เขาสูงเท่านั้นจริงๆ เหรอ เพราะมักมีภาพหลุดออกมาว่า เขาใส่รองเท้าที่ส้นหนามากๆ เพื่อเพิ่มความสูงให้ตัวเอง


         อย่างภาพข้างบน เป็นภาพที่คิมจองอิลเคยเข้าพบกับอดีตประธานาธิบดีวลาดิมิรี์ ปูตินของรัสเซีย จะเห็นได้ว่า ส้นรองเท้าของคิมจองอิลหนากว่าประธานาธิบดีวลาดิมิรี์ ปูตินมาก จึงคาดว่า ความสูงจริงๆ น่าจะต่ำกว่า 165 เซนติเมตรอย่างแน่นอน และน่าจะอยู่ที่ประมาณ 155 เซนติเมตร
         จนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่เคยมีรายงานว่า ส่วนสูงจริงๆ ของคิมจองอิลอยู่ที่เท่าไหร่ เรื่องนี้ถือเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้  ว่ากันว่า สาเหตุที่ไม่มีใครรู้ก็เพราะว่า ไม่มีใครกล้าเข้าไปขอวัดส่วนสูงที่แท้จริง รวมถึงไม่มีคนสนิทคนไหนที่สนิทมากจริงๆ ถึงขั้นกล้าถามส่วนสูงนั่นเอง (ใครจะกล้าล่ะ)
         ไม่หมดแค่นั้นนะคะ นอกจากจะเป็นผู้นำที่มีรูปร่างเล็กแล้ว คิมจองอิลยังไม่ค่อยนิยมบอดี้การ์ดที่ตัวสูงมากเกินไปด้วย เพราะบอดี้การ์ดประจำตัวของเขาแต่ละคนนั้น มีรูปร่างที่เล็ก แทบไม่มีใครสูงเกิน 170 เซนติเมตร จึงทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่า เขาไม่ห่วงความปลอดภัยของตัวเองเหรอ ?

นักสะสมภาพยนตร์ตัวยง    
         หลายคนคงเคยได้ยินว่า คิมจองอิลเป็นแฟนพันธุ์แท้ของภาพยนตร์ต่างประเทศ เขาชื่นชอบการดูหนังมาก โดยเริ่มต้นจากสมัยที่เรียนในมหาวิทยาลัย เขาไปดูหนังที่โรงหนังเกือบทุกวัน แต่หนังของเกาหลีเหนือนั้นมีคุณภาพต่ำเพราะไม่ได้รับการสนับสนุนหรือพัฒนา ดังนั้นเขาจึงเริ่มหันมานิยมหนังของรัสเซียแทน เนื่องจากในตอนนั้น รัสเซียเป็นประเทศคอมมิวนิสต์แบบเกาหลีเหนือนั่นเอง
         ในเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ มีห้องสมุดที่เก็บสะสมภาพยนตร์ของคิมจองอิลโดยเฉพาะ ว่ากันว่ามีภาพยนตร์ต่างชาติกว่า 15,000 เรื่องในห้องนี้ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่กว่า 250 คนที่คอยดูแลในการทำซับไตเติ้ลหรือช่วยแปลหนังนั้นๆ ให้แก่คิมจองอิลโดยเฉพาะ (ถ้าเกิดอยากดูหนังไทยนี่ จะมีคนไทยถูกลักพาตัวไปช่วยแปลมั้ยนะ = =") นักแสดงที่เขาโปรดปรานคือ อลิซซาเบธ เทย์เลอร์
         คิมจองอิลสนใจอยากพัฒนาวงการภาพยนตร์ของเกาหลีเหนือ แต่ในเกาหลีเหนือนั้นกลับไม่มีบุคลากรที่มีความชำนาญทางด้านนี้ เขาจึงส่งสายลับไปลักพาตัว "ชินซางอก" ผู้กำกับภาพยนต์ชื่อดังของเกาหลีใต้ พร้อมด้วยภรรยาซึ่งเป็นนักแสดงคือ "ชเวอึนฮี" เพื่อให้มาสร้างภาพยนตร์ให้เขาดู


ขอบคุณเด็กดีดอทคอม

2 อาชีพที่ FBI ต้องการตัว

อาชีพที่หนึ่ง : FBI LINGUISTS    
         ถ้าแปลตรงตัวจะคืออาชีพ "นักภาษาศาสตร์" แต่การทำงานจะคล้ายๆ นักแปลซะมากกว่าค่ะหน้าที่ของงานคือจะต้องแปลเอกสารต่างๆ ถอดเทปเสียง และวิเคราะห์เอกสารต่างๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชาติ การก่อการร้าย การป้องกันความลับขององค์กร อาชญากรรมในองค์กร โจรสลัดทางอากาศ อาชญากรรมระหว่างรัฐ การคอรัปชั่น การติดสินบน การทุจริตทางการเงิน การคุกคามสิทธิพลเมือง การลักพาตัว และปัญหายาเสพติด นอกจากจะต้องแปลเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้แล้ว อาจจะต้องมีหน้าที่สอบสวนด้วย (แอบคล้ายๆ ตำรวจแฮะ) สรุปคือเป็นอาชีพที่ผสมผสานระหว่างการใช้ภาษา รวมกับความตื่นเต้นท้าทายในการสอบสวนทางวิทยาศาสตร์ โอ้วววว เท่สุดๆ !!
         ปัจจุบัน FBI มี FBI Linguists ทั้งหมดประมาณ 1,200 คนค่ะ ภาษาที่มีมากก็เช่น ภาษารัสเซีย ภาษาอาหรับ ภาษาจีน สำหรับคุณสมบัติของ FBI Linguists นั้น ก่อนอื่นจะต้องมีความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษขั้นเทพ ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน รวมถึงมีความรู้ภาษาอื่นๆ หรือภาษาที่สามด้วย เรียกได้ว่าใน FBI เป็นแหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญทางภาษาต่างประเทศระดับโลกทีเดียว โดยเฉพาะภาษาที่หาผู้รู้ยาก เช่น ภาษาเบลารุส ภาษาแคริบเบียน ภาษาฮิบรู ภาษาฟิเจียน ภาษาบุนเดลี ภาษาเปอรานากัน (เพราะวันดีคืนดี อาจต้องสอบสวนผู้ร้ายที่พูดเป็นแต่ภาษาฮิบรูก็ได้เนาะ) และเมื่อสมัครเข้ามา จะต้องผ่านด่านทดสอบหลายอย่าง ได้แก่
ข้อสอบการฟังและการอ่าน โดยข้อสอบฟังนั้น จะต้องฟังจากเทปว่าพูดอะไรและเลือกตอบชอยส์ที่ถูกต้องหรือเขียนสรุป ส่วนข้อสอบอ่าน จะต้องอ่านบทความและเลือกตอบชอยส์ที่ถูกต้อง
ข้อสอบการแปล จะต้องทำการแปลบทความที่เป็นภาษาที่สามให้เป็นภาษาอังกฤษ และแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สาม โดยเมื่อแปลออกมาแล้ว ใจความจะต้องครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนต้นฉบับ ส่วนเรื่องไวยากรณ์นั้นรองลงมาค่ะคือสำคัญเหมือนกันแต่ไม่สำคัญเท่าแปลเนื้อหาถูก
ข้อสอบการพูด สอบพูดทั้งภาษาที่สามและภาษาอังกฤษ มีทั้งพูดกันต่อหน้าและพูดทางโทรศัพท์
          แอบได้ยินมาว่า ข้อสอบการฟังและการอ่านค่อนข้างง่าย แต่การแปลนั้นยากมากกกก คนที่สอบผ่านมีเพียง 20% เท่านั้น และหากผ่านการทดสอบแล้ว ทาง FBI ก็จะทำการสอบสวนประวัติอย่างละเอียดค่ะ หากไม่มีปัญหาอะไร ก็จะได้เข้ามาทำงานในตำแหน่ง FBI Linguists ^^ เงินเดือนอยู่ที่  $27- $41 USD ต่อชั่วโมง (คูณ 30) สัปดาห์หนึ่งทำงาน 20 ชั่วโมงขึ้นไป

ตัวอย่างจำลองของข้อสอบการแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ
ใครแปลได้อย่างราบรื่น แสดงว่ามีแวว !!!


อาชีพที่สอง : FBI HOSTAGE RESCUE TEAM (HRT)  
         Hostage แปลว่าตัวประกัน , Rescue แปลว่าการช่วยชีวิต , Team แปลว่าทีม ดังนั้นอาชีพนี้ก็คือ ทีมช่วยชีวิตตัวประกัน !! แค่ฟังชื่อก็น่าหวาดเสียวแล้วใช่มั้ยคะ หน้าที่งานคือต้องช่วยชีวิตตัวประกัน การขับเฮลิคอปเตอร์ การจู่โจม การเข้าจับกุม การปฏิบัติการใต้น้ำ การใช้อาวุธขั้นสูง การตามล่าอาชญากร การคุ้มกันผู้มีตำแหน่ง โดยทีม HRT นี้มีความสำคัญมาก และยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นหลังเหตุการณ์ 9/11/01 ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้ว
         สำหรับคุณสมบัติหลักๆ ผู้ที่จะสมัครเข้ามาเป็นทีมช่วยชีวิตตัวประกันนั้น แน่นอนว่าต้องไม่ธรรมดา เพราะต้องมีประสบการณ์การทำงานอย่างน้อย 3 ปีในด้านต่อไปนี้

เคยทำงานในหน่วยหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องทหารของรัฐต่างๆ เช่น ตำรวจหรือทหารในกองทัพเคยทำงานในหน่วยหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับยุทธวิธีของท้องถิ่น เมือง หรือรัฐมีประสบการณ์การเทรนอย่างน้อย 3 เรื่องในเรื่องต่อไปนี้ ; Basic SWAT (การค้นหาอาวุธและวัตถุระเบิดเบื้องต้น) Advanced SWAT (การค้นหาอาวุธและวัตถุระเบิดขั้นสูง)  Hostage Rescue (การช่วยชีวิตตัวประกัน)  High Risk Arrest (การจับกุมที่มีความเสี่ยงสูง)  Barricaded Subject (สิ่งกีดขวาง)  Basic Sniper/Observer Advanced (การลอบยิงเบื้องต้น/การลอบสังเกตขั้นสูง ) Sniper/Observer(การลอบยิงขั้นสูง)  Tactical Firearms (ยุทธวิธีการใช้อาวุธปืน) 
         โดยเส้นทางของคนที่จะมาเป็นทีมช่วยชีวิตตัวประกันของ FBI นั้น ก่อนอื่นต้องสมัครเข้ามาในตำแหน่งของเจ้าหน้าที่พิเศษหน่วย FBI ก่อน และพอผ่านการคัดเลือกแล้ว ต้องมาเทรนด้านการสอบสวนอย่างน้อย 2 ปี หลังจากเทรนเสร็จแล้ว จะต้องเข้ารับการเทรนในคอร์สทีมช่วยชีวิตตัวประกันอีก 2 สัปดาห์ โดยในคอร์สนี้ จะต้องทำการทดสอบร่างกายอย่างละเอียด เรียนรู้การใช้อาวุธปืน เรียนรู้การเป็นหัวหน้าทีมและ การทำงานเป็นทีม หากผ่านคอร์สนี้ไปได้ ก็จะได้เข้ามาทำงานเป็นทีมช่วยชีวิตค่ะ เงินเดือนอยู่ที่ปีละ $57,362 - $74,014 USD (คูณ 30) หากคิดเฉลี่ยต่อเดือนแล้ว ก็เกือบๆ 2 แสนบาทเลยทีเดียว ฟังดูเหมือนจะเยอะมาก แต่ถ้าดูความเสี่ยงของงาน ก็น่าจะเป็นอาชีพที่เสี่ยงที่สุดในโลก


ขอบคุณเด็กดีดอทคอม

คำขวัญวันเด็กผู้ใหญ่หวังอะไร


            ความพิเศษของวันเด็กในแต่ละปี นอกจากจะได้ไปนั่งเก้าอี้นายก ดูเครื่องบิน ได้ของกินฟรีแล้ว สิ่งที่พลาดไม่ได้เลย ก็คือ คำขวัญวันเด็ก ซึ่งนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งขณะนั้นจะเป็นผู้มอบให้ เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมากว่า 50 ปีแล้วล่ะ
                                                                                                                                         
       2505 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ >> ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด
       2506 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ >> ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด 
       2507 งดการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ
       2508 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี
       2509 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี
       2510 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรงดีมีความประพฤติเรียบร้อย
       2511 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย เฉลียวฉลาดและรักชาติยิ่ง
       2512 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ
       2513 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส
       2514 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> ยามเด็กจงหมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ 



       2515 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ
       2516 จอมพล ถนอม กิตติขจร >> เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ
       2517 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ >> สามัคคีคือพลัง
       2518 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ >> เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี
      
 2519 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช >> เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดี มีวินัย เสียแต่บัดนี้       2520 นายธานินทร์ กรัยวิเชียร >> รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย
     
 2521 พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ >> เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ
      2522 พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ >> เด็กไทยคือหัวใจของชาติ
      2523 พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ >> อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย 
      2524 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรร

      2525 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
      2526 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม
      2527 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดีมีความคิด สุจริตใจมั่น หมั่นศึกษา
      2528 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม
      2529 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
      2530 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม 


     2531 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ >> นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
     
2532 พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ >> รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
     2533 พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ >> รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
     2534 พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ >> รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา 



     2535 นายอานันท์ ปันยารชุน >> สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม      2536 นายชวน หลีกภัย >> ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
     2537 นายชวน หลีกภัย >> ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
     2538 นายชวน หลีกภัย >> สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม 
     2539 นายบรรหาร ศิลปอาชา >> มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด
    
 2540 พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ >> รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด      2541 นายชวน หลีกภัย >> ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
     2542 นายชวน หลีกภัย >> ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
     2543 นายชวน หลีกภัย - มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
     2544 นายชวน หลีกภัย - มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย 
         

     
2545 พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร >> เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส
     2546 พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร >> เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี
     2547 พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร >> รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแน่นอน
     2548 พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร >> เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด
     2549 พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร >> อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด 
     2550 พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ >> มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข
     2551 พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ >> สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม
    
 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ >> ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี
     2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ >> คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม
     2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ >> รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ 
     2555 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร >> สามัคคี มีความรู้คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี
            สรุปแล้ว 50 ปีที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเด็กไทยมากเท่าไหร่ ก็แค่ ต้องขยัน มีคุณธรรม รักชาติ ใฝ่เรียนรู้ รู้คุณค่าความเป็นไทย สามัคคี ประหยัด มีวินัย ซื่อสัตย์ มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่หมกมุ่นอยู่กับอบายมุข ส่วนยุคหลังๆ ก็เพิ่มเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาด้วย  เห็นมั้ยว่าไม่เยอะเท่าไหร่หรอก :)

           คุณสมบัติข้างต้น เรียกว่าเป็น คุณสมบัติพื้นฐานของคนดี เป็นบุคคลในอุดมคติของสังคม ดังนั้นผู้ใหญ่จึงพยายามปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กแต่เล็ก เพราะหวังว่าเด็กเป็นวัยที่อบรมสั่งสอนง่าย เหมือนคำที่ว่า ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก แต่ความเป็นจริงแล้วเด็กทุกคนรู้อยู่แก่ใจทั้งนั้น ว่าต้องเป็นอะไร ทำอะไร อยู่แค่ว่าจะทำหรือเปล่า แค่นั้นเอง!!  

ทายใจจากท่าการจับปากกา

 สิ่งหนึ่งที่เราทำเป็นประจำทุกวัน แทบจะไม่เคยขาดเลย คือ การหยิบจับปากกา – ดินสอ ขึ้นมาขีดเขียน ทั้งในเวลาเรียน เวลาวาดรูป เวลาจดบันทึกสิ่งต่างๆ ซึ่ง "ท่าการจับปากกา ดินสอ"ของคนแต่ละคนนั้นก็มีความแตกต่างกันไป  รู้กันบ้างรึเปล่าว่าท่าการจับปากกานั้นสามารถบอกนิสัยที่อยู่ในตัวของเราได้ โดยถ้าจับแบบ...

               
ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้จับปากกา – ดินสอ :: 
แสดงว่าเป็นคนเรียบง่าย มีความขยันขันแข็ง ชอบการทำมาหากินไม่ใช่พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ แต่มีข้อเสีย คือ ขาดความละเอียด ลึกซึ้ง รอบคอบ และไร้อารมณ์สุนทรี แต่เป็นคนรักบ้าน รักครอบครัว และมักเป็นที่พึ่งพาของคนอื่นอยู่เสมอ

               
ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบปากกา – ดินสอ :: แสดงว่าเป็นคนที่มีความจริงใจต่อคนอื่น เห็นอกเห็นใจคนง่าย ชอบการทำงานเพื่ออุดมการณ์ของตนเองมากกว่าเพื่อเงินทอง บุคลิกภายนอกดูไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ดูเป็นคนลังเล ตัดสินใจอะไรได้ยาก แต่จริงๆ แล้วเป็นคนที่มีจุดยืนและมั่นคงมากด้วย

                สอดปากกา – ดินสอไว้ระหว่างนิ้วกลางและนิ้วนาง :: แสดงว่าเป็นคนค่อนข้างตระหนี่ขี้เหนียว รู้จักและมองเห็นคุณค่าของเงิน ทำงานหนักและทำอย่างจริงจังเพื่อครอบครัว รักญาติพี่น้อง แต่แอบมีนิสัยจู้จี้จุกจิกน่ารำคาญอยู่เล็กน้อย ชอบคาดหวังว่าคนอื่นต้องเหมือนตัวเอง และไม่แคร์คนที่ไม่มีความสำคัญต่อชีวิต

               
จับชิดส่วนล่างสุดของปากกา – ดินสอ :: 
แสดงว่าเป็นคนเปลี่ยนใจง่าย ไม่ค่อยอยู่นิ่ง กระตือรือร้น และมีความเป็นมิตร ไม่ชอบทำอะไรที่มีการกำหนดไว้เป๊ะๆ หรือทำงานที่ซ้ำซาก จำเจ เพราะเป็นคนเบื่อง่าย ไม่ค่อยมีพยายามและอดทน จะสนใจสิ่งต่างๆ เพียงแป๊บเดียวเท่านั้น

               
จับส่วนบนของปากกา – ดินสอ :: แสดงว่าเป็นคนช่างฝัน แต่เมื่อฝันหรือต้องการอะไรแล้วก็จะพยายามทำให้ถึงที่สุดเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา มีความมุ่งมั่นสูงอย่างไม่น่าเชื่อเพราะบุคลิกภายนอกดูเป็นคนฉาบฉวย ไม่ใส่ใจอะไรสักอย่าง มีอารมณ์ข้น ถ้าได้สร้างเสียงหัวเราะให้คนอื่นจะรู้สึกสุขใจเป็นพิเศษ

ขอบคุณเด็กดีดอทคอม