วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

ค้นหาตนเองแบบฉบับ Oxford

 


3 ขั้นตอนค้นหาตนเองแบบฉบับ Oxford


การวิเคราะห์ว่าตัวเองชอบอะไร อยากทำอาชีพอะไรเป็นเรื่องสำคัญนะ แต่บางทีคนเราก็งงๆ ว่าชอบอะไรจริงหรือไม่ อาจเป็นเพราะยุคสมัยนี้ไม่ใช่ยุคหยาดเหงื่อแรงกายที่เด็กๆ จะทุ่มเททำอะไรร่วมกันอย่างมีความมุ่งมั่น และค้นพบอนาคตหรือเรื่องราวเป็นประสบการณ์ให้ชีวิต ก็เดี๋ยวนี้เป็นยุคไฮเทค อยากรู้อะไรก็แค่คลิกเดียว แต่ถามว่าในความเป็นจริงแล้ว "รู้" ที่ว่านี้เป็น "ประสบการณ์จริง" ของเราหรือไม่ ถ้าเรารู้ว่าเราชอบสำรวจโบราณวัตถุ อยากเป็นนักโบราณคดี แต่ที่เราแค่สัมผัสเป็นแค่เกมหาของโบราณในคอมพิวเตอร์ จะเชื่อได้จริงหรือไม่ว่าเรา "ชอบและอยากเป็น" จริงๆ

ค้นหาตนเองแบบฉบับ Oxford



ในต่างประเทศเขามีคู่มือการศึกษาต่อของแต่ละมหาวิทยาลัยที่จัดทำอย่างเป็นล่ำเป็นสันมีหน่วยงานแนะแนว คอยแนะนำทั้งกิจกรรม และงานต่างๆ เพื่อการเรียนและทำงานที่จริงจัง ที่สำคัญจัดทำเป็นมีคู่มือและคำแนะนำที่เปิดกว้าง ผู้สนใจทั่วไป สามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ พี่เกียรติเลยไปเจอคำแนะนำเรื่องการค้นหาตนเองและการเลือกเรียน จากคูมือการวางแผนอาชีพของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด (THE 2012 OXFORD GUIDE TO CAREER PLANNING)เลยได้นำมาสรุปบางส่วนมาให้อ่าน อาจไม่ตรงกับคำแนะนำตามคู่มือเขาทั้งหมดนะครับ เราเรียนรู้จากที่อื่นๆ ได้ แต่ก็ต้องรู้จักการนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับเราได้ด้วยจ้า

1)Knowing yourself
รู้จักตนเอง

- ต้องรู้ว่าแรงจูงใจของตัวเองคืออะไร สิ่งที่ชอบคืออะไร ชอบทำอะไร อะไรเป็นแรงผลักดันให้ตัวเราเลือกที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อพัฒนาตนเอง หรือชีวิตในอนาคตข้างหน้า

- ต้องรู้ว่า อะไรคือความสามารถของเรา ทักษะของเรา หรือคุณสมบัติที่เรามี

ประเด็นนี้เรื่องสำคัญที่สุด (และยากที่จะรู้ให้จริงที่สุดด้วยแฮะ) การที่ตัวเรารู้ว่าตัวว่าถนัดหรือมีทักษะในการงานอะไร มันทำให้เราสามารถเลือกอาชีพที่จะทำได้จริงในอนาคต คิดให้จงหนักว่าคุณสมบัติมีคืออะไร และจะพัฒนาทักษะนั้นๆ ต่อไปอย่างไร มีกิจกรรมอะไรหรือประสบการณ์พิเศษอะไรที่ทำบ้างไหม เช่นเรียนดนตรีไทย เป็นหัวหน้าวงดนตรี ฯลฯ ให้จำไว้ว่าวิ่งที่ถนัดหรือสนใจ แม้จะยังไม่ชำนาญนัก หรืออาจยังมีคุณสมบัติไม่ครบ เราก็สามารถมาเติมมันให้กลายเป็นคุณสมบัติเฉพาะพิเศษของเราได้ในการศึกษาระดับต่อไป ซึ่งก็คือการเลือกเรียนในระดับเฉพาะทางขึ้นไป อย่างสายอาชีวะ หรือระดับมหาวิทยาลัย แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าตัวเองมีทักษะด้านไหน ลองพิจารณาถึงกิจกรรมพิเศษหรือประสบการณ์อะไรที่เราเคยประสบการณ์แล้วทำได้ดีดูครับ

ไม่ใช่แค่เรื่องความถนัดและทักษะเท่านั้นที่สำคัญ เรื่องความสุขและสนุกกับการทำงานก็สำคัญ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ให้ลองคิดว่าสิ่งที่สนใจนั้น มีแนวโน้มจะไปกันได้กับอาชีพอะไร และก็ให้ทำสิ่งนั้นในเวลาว่างบ่อยๆด้วยครับ

2)Exploring options
ออกค้นหาข้อมูล

ใช้เวลาในการหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ถ้าเราให้เวลาและตั้งใจวิเคราะห์ตัวตนเราก็น่าจะพบงานที่เราพึงพอใจ ทั้งนี้ก็เริ่มจากการวิเคราะห์สิ่งที่ตัวเองรับรู้อยู่แล้ว หรือดูจากความฝันก่อนก็ได้ ทุกคนน่าจะมีความคิดเกี่ยวกับอาชีพในอนาคตบ้างสักอย่างแหละ ก็ให้ดูว่าอาชีพที่ว่าพอจะไปกันได้กับทักษะ ความถนัด และความสนใจของเราไหม (โดยปกติคนเราจะวาดฝันที่ไปกับอาชีพที่ตัวเองจะพึงพอใจอยู่แล้วล่ะ)

ให้มองต่อไปข้างหน้าเลยว่า อาชีพที่ว่านั้นต้องทำงานที่บริษัทไหน หรือบริษัทที่เราอยากทำงานด้วย มีตำแหน่งงานที่เราสนใจหรือไม่

- ต้องรู้ว่าอาชีพที่อยากจะทำ มันคือตำแหน่งงานอะไร มีชื่อภาษาไทย/ภาษาอังกฤษอะไรบ้าง

จะได้ไลือกเรียนในคณะที่ถูกต้องตามคุณสมบัติของตำแหน่งงานนั้น และสมัครถูกงาน แล้วให้ศึกษาข้อมูลของอาชีพนั้นๆ ให้ดี เป็นไปได้หาข้อมูลให้รู้ไปเลยว่าในตำแหน่งเดียวกันนี้ของแต่ละบริษัททำงานต่างกันมากน้อยเพียงใด หรือบางทีเราอาจชอบงาน แต่ไม่ชอบสิ่งแวดล้อมก็ได้ มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับอาชีพต่างๆสามารถสืบค้นข้อมูลได้เองจากหนังสือประสบการณ์อาชีพต่างๆ และจากอินเทอร์เน็ต


แต่เราต้องให้เวลากับตัวเองในการหาข้อมูลเหล่านี้นะ

อย่าคิดว่าให้ใกล้ๆ เรียนจบ แล้วค่อยหาเวลามาวิเคราะห์ตัวเองล่ะ ไม่ทันจริงๆ นะ

3)Taking action
ลงมือทำ!

เรารู้วิธีคิดและเตรียมการไปตั้งหลายข้อแล้ว แต่แค่รู้จะไม่เกิดผลเลย ถ้าไม่ลงมือทำ แต่ทั้งนี้ก็ต้องให้แน่ใจว่า เราได้วิเคราะห์ตัวเองดีแล้ว เจอแล้วว่าตัวเราน่าจะเรียนอะไร ทำอาชีพอะไรต่อไป

- แล้วอย่าลืมคิดไปด้วยว่า มันอาจจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ที่เราจะเลือกเรียนแบบนี้ เช่น พ่อแม่ไม่น่าจะชอบ เราอาจเรียนไม่ไหวหรือเปล่า เรามีคุณสมบัติเพียงพอจริงหรือไม่ที่จะทำอาชีพนั้นๆ เช่นอยากเป็นหมอมาตลอดชีวิต ตั้งใจเตรียมตัวมาตลอด สอบก็ได้แล้วด้วย แต่ตรวจร่างกายไม่ผ่าน เลยไม่ได้เรียน เพราะตลอดชีวิตมา ไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองตาบอดสี เป็นต้น

กรณีแบบนี้ก็ต้องคิดถึงกันไว้ เดี๋ยวจะมาเสียใจกันตอนหลังค่ะ แน่นอนว่าคิดถึงปัญหาแล้ว ก็ต้องคิดถึงทางแก้ด้วยนะ ถ้าพ่อแม่ห้ามจะไปพูดอย่างไร เตี้ยไปที่จะทำงานนั้น เดี๋ยวต้องไปดื่มนมให้สูง ออกกำลังกายให้พอ เป็นต้น

ถ้าคิด วิเคราะห์ มองปัญหา พอจะหาทางแก้ได้เรียนร้อยแล้ว ก็ลงมือทำซะ!

การที่เราลงมือทำอะไรจริงๆ ไม่มัวแต่วาดฝัน หรือคิดไปเองว่าน่าจะชอบสิ่งโน้น น่าจะชอบสิ่งนี้ จะทำให้เราตัดสินใจได้ง่าย และค้นพบว่าเราชอบอะไรได้จริงมากกว่าครับ ดังนั้น ถ้ามีโอกาสจะทำอะไร ให้ทำเสียเลยนะ จะกิจกรรมนอกในโรงเรียน อยากไปแข่งวิชาการนอกโรงเรียน ครูอาจไม่ได้เลือกเราไป เพราะเราเป็นพวกนอกสายตา แต่ถ้ารู้ว่าเรามีคุณสมบัติหรือมีความรู้เรื่องนั้น เราก็เสนอตัวเองซะ ถ้ามัวกลัว และไม่ทำ จะไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเราทำอะไรได้บ้างนะ!

กำจัดจุดอ่อน "วิชาเฉพาะแพทย์"

องค์ประกอบของคะแนน กสพท. แม้จะหนักไปที่วิชาสามัญถึง 70% แต่ 30% ที่เหลือซึ่งเป็นสัดส่วนของวิชาเฉพาะ ก็ไม่ควรจะปล่อยไปเหมือนกัน ติดไม่ติดอาจวัดกันที่ส่วนนี้ เพราะฉะนั้น หลังจากที่สู้ตายจาก 7 วิชาสามัญมาแล้ว ก็มาเตรียมตัวรับมือ วิชาเฉพาะแพทย์กันต่อเลยดีกว่า

หลังจากที่ไปสืบแนวข้อสอบเก่าๆ มา ก็จะพบว่าในแต่ละปีข้อสอบอาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่สิ่งที่เหมือนเดิมก็คือ ยังมี 3 พาร์ท ดังนี้

พาร์ทที่ 1 วัดไอคิว ถ้าเทียบทั้งหมด พาร์ทนี้ถือว่ายากที่สุด ผิดก็คือผิด และยังต้องแข่งกับเวลา เพราะมีถึง 50 ข้อ(ช้อยส์ 5 ตัวเลือก) ในเวลา 75 นาที ในพาร์ทนี้จะวัดการวิเคราะห์ สังเคราะห์ การคิดเร็ว ซึ่งในแต่ละปีข้อสอบจะเน้นไม่เหมือนกัน บางปีเน้นรูปภาพเยอะ แต่อย่างปีที่แล้วเน้นข้อสอบตัวเลข ให้คิดเลขแบบถึกๆ
กำจัดจุดอ่อนพาร์ทนี้ เน้นเรื่องเวลาอย่างเดียว แบ่งเวลาให้ดี อย่าใช้เวลาในการคำนวณมาก ต้องอ่านให้เร็วและคิดให้เร็ว ข้อยากให้ข้ามไปก่อน บางทีต้องใช้เซ้นส์ร่วมด้วย คนเก่งของพาร์ทนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคิดถูก แต่ขึ้นอยู่กับความไวล้วนๆ และก่อนหมดเวลาซักสองสามนาที ถ้ายังเหลืออีกเยอะให้รีบฝนมั่วไปเลย อย่ามัวไปเสียดายไม่อยากมั่ว เพราะสิ่งที่เรามั่ว อาจจะถูกก็ได้ ดีกว่าหมดเวลาแล้วตอบไม่ครบนะ


พาร์ทที่ 2 วัดจริยธรรม ถ้าเทียบทั้งหมด พาร์ทนี้ถือว่ามึนที่สุด เพราะดูๆ ไปมันก็ถูกหมดทุกข้อ โดยโจทย์จะให้สถานการณ์มา แล้วเราก็ต้องวิเคราะห์จากสถานการณ์นั้นว่าจะเลือกอะไรให้เหมาะสมที่สุด ซึ่งจะมีทั้งสถานการณ์ทั่วไป เรื่องศีลธรรม และเรื่องที่ให้เราสมมติว่าเราเป็นหมอ จริงๆ แล้วทุกข้อมีคะแนน แต่ต้องเรียงลำดับความสำคัญให้ถูก และเล็งว่าอันไหนเหมาะสมที่สุด ความมึนทำให้มีนพาร์ทนี้ เมื่อปีที่แล้ว อยู่แค่ 45% เท่านั้น

กำจัดจุดอ่อนพาร์ทนี้ ขึ้นชื่อว่าเป็นพาร์ทศีลธรรม เราก็ต้องสวมบทให้เป็นคนมีคุณธรรมหน่อย แต่ว่าการมีคุณธรรมที่ว่าไม่ต้องถึงขั้นพระเอกนางเองจนน่าหมันไส้ เพราะบางทีคำตอบแบบคนดี๊คนดีก็ผิดได้เหมือนกัน เนื่องจากดูฝืนธรรมชาติเกินไป เอาไว้หลอกเด็ก ทั้งนี้คำตอบที่ดีจะต้องคำนึงถึงกฎหมาย
จรรยาบรรณวิชาชีพของตนเองเป็นหลัก ไม่ดีเกินไป ไม่เลวเกินไป จึงจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด
พาร์ทนี้เพื่อให้มั่นใจลองหาแนวข้อสอบมาทำ หาแบบที่มีเฉลยอธิบายไว้ด้วย ค่อยๆ เก็บวิธีการคิดไปค่ะ


พาร์ทที่ 3 เชื่อมโยง ถ้าเทียบทั้งหมด พาร์ทนี้ถือว่าง่ายสุด เพราะรู้จักและสอบกันมาแล้วในวิชา GAT เรียกว่าทำแบบฝึกหัดกันสนั่นลั่นกรุงทีเดียว หลายคนกระซิบบอกว่าง่ายกว่าข้อสอบ GAT ด้วยซ้ำ ดังนั้นพาร์ทนี้ถือว่าชิว ค่ามีนสูงมาก

กำจัดจุดอ่อนพาร์ทนี้ ทำเยอะๆ แล้วจะคล่องเอง เพราะเหมือน GAT เป๊ะ มาโกยคะแนนกันเถอะ

การเลือกคณะ

การค้นหาสิ่งที่ใช่ สิ่งที่ชอบในการเรียนต่อระดับใดๆ ก็ตาม โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องที่หลายๆ คนสับสน มีทั้งคนที่เลือกเรียนเพราะชอบ สนใจ ถูกบังคับให้เรียน จนถึงคะแนนถึงก็เอา! แต่ไม่ว่าจะตั้งใจเลือกด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผลในอนาคตก็อาจไม่ได้สวยหรูเสมอไป เพราะฉะนั้นเราต้องเลือกให้ดีนะครับ                                                                      

วันนี้มีเกียรติมีประเด็นหนึ่งนำเสนอทุกคนที่คิดหมายอยากเลือกคณะไว้ และอาจพอมีคณะในดวงใจอยู่แล้วบ้าง แต่การเลือกที่เรียนก็ไม่ได้มีแต่การเลือกคณะเท่านั้น มีการเลือกมหาวิทยาลัยด้วย และไม่ใช่แค่การเลือกชื่อเสียงเท่านั้น แต่อาจหมายถึงความสะดวกในการเดินทางไปเรียน อยากใกล้/ไกลบ้าน พ่อแม่เป็นศิษย์เก่า สีประจำมหาวิทยาลัยถูกโฉลก  สิ่งสำคัญที่ไม่แพ้กัน และทุกคนอาจลืมเลือน คือ "หลักสูตรของคณะ" ครับ                                                                              

 
มีหลายมหาวิทยาลัย จัดการเรียนการสอนในชื่อคณะเดียวกัน แต่อาจเรียนต่างกัน มีรายละเอียดปลีกย่อยในการเรียนต่างกัน แต่ในบางมหาวิทยาลัย อาจเรียนเหมือนๆ กัน แต่ใช้ชื่อคณะ/สาขาหลักสูตรต่างกัน เช่น ศึกษาศาสตร์ - ครุศาสตร์ หรือบางคณะเรียนคล้ายกันมาก ชื่อสาขาหรือเอกก็คล้ายกัน แต่เวลาเรียนจบมีคุณสมบัติตามวุฒิปริญญาต่างกัน เช่น จิตวิทยา ศศ.บ - จิตวิทยา วท.บ ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลต่อพฤติกรรมการเรียนในระหว่างที่เราเรียน และมีผลต่อไปต่อไปถึงอาชีพที่เราจะทำงานได้อย่างคาดไม่ถึงเลยนะ เคยมีใช่ไหมล่ะ...ข่าวที่มีนักศึกษาออกมาเรียกร้องว่าเรียนในหลักสูตร กอ นี้มาตั้งนาน น่าจะทำอาชีพ กอ นี้ได้ แต่กลับทำไม่ได้เพราะหลักสูตรไม่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานราชการ คือตัวอย่างปัญหาหนึ่งที่อาจเกิดจากการไม่ศึกษาหลักสูตรระดับมหาวิทยาลัยที่เราสนใจให้ดีครับ      

ดังนั้น เลือกคณะ/มหาวิทยาลัยให้มากกว่าเรื่องชื่อเสียงและความสะดวก ด้วยการมองให้ถึงหลักสูตร
และต้องดูไปถึงระดับที่ว่าเรียนแล้วได้วุฒิอะไร ได้ใบประกอบวิชาอะไรหรือไม่ (ถ้ามี) และวุฒิดังกล่าวทำอะไรได้บ้างคะ ภาษาเท่ๆ ของการเรียนจบปริญญานี้คือ "มีศักดิ์และสิทธิ์แห่งปริญญานี้ทุกประการ" เราจึงต้องทราบด้วยว่าศักดิ์และสิทธิ์ที่เราพากเพียรเรียนอย่างตั้งใจมาโดยตลอดของเรานี้ทำอะไรได้บ้าง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เราจะทำประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัว และสังคมได้สมกับที่เรามี ศักดิ์ และสิทธิ์ ที่เราได้รับครับ

กรณีที่เราพอมีคณะในดวงใจแล้ว ก็ง่ายหน่อย เหลือแค่การไปหาข้อมูลหรือสอบถามจากรุ่นพี่เกี่ยวกับหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัยที่สนใจ แต่หากยังไม่แน่ใจเรื่องคณะก็อาจเลือกดูข้อมูลสักสองสามคณะที่อยู่ในใจก่อนค่ะ การเปรียบเทียบหลักสูตร หรือเรื่องที่เราจะได้เรียน จะทำให้เราเลือกและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าเราจะเหมาะเรียนกับคณะไหนค่ะ ว่าแล้วก็ลองหาข้อมูลตามลำดับวิธีการนี้เลยครับ                                                                              
 
1. มองหาคณะ สาขา/เอก และมหาวิทยาลัยที่เราสนใจหรือมีแนวโน้มว่าจะเหมาะสมกับตนเองไว้
 
2. เปิดเข้าเวปไซต์ของมหาวิทยาลัย และคณะดังกล่าว เพื่อศึกษารายวิชาที่มีการเรียนการสอน และคำอธิบายรายวิชา                                                                                                                                      
                                                                                                                         
3. หาข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องจากอินเทอร์เน็ต ที่เป็นการรวบรวมข้อมูลของแต่ละคณะมานำเสนอด้วยครับ  ข้อมูลที่ควรศึกษาไว้ก็เช่น บรรยากาศการเรียน เช่น เน้นงานกลุ่มไหม เน้นการนำเสนอไหม สอบเป็นอย่างไร เป็นวิชาหลักทุกคนต้องเรียน เอกสารการสอน (ถ้าพอหาดูได้) รุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้วทำงานอะไร จะสอบถามรุ่นพี่ตามเว็บบอร์ด หรือกลุ่มในสังคมออนไลน์ อย่าง Facebook ก็ได้ครับ

 4. นำข้อมูลต่างๆ มาประมวลร่วมกัน ว่าเราสนใจคณะไหน ชอบบรรยากาศของมหาวิทยาลัยไหน จุดเน้นของคณะหรือเอกนั้นๆ เป็นอะไร เข้าได้กับตัวเราไหม เช่น เขาว่ากันว่าคณะครุศาสตร์ เป็นคณะแห่งรายงาน ถ้าน้องๆ ไม่ชอบรายงานมากๆ ไม่ชอบงานเอกสาร แถมไม่ชอบนำเสนอหน้าชั้นบ่อยๆ ด้วย ก็อาจจะมองหาคณะอื่นก็ได้ค่ะ เป็นต้น

วิธีการไปค้นหาหลักสูตร วิชาที่เรียนอาจดูยุ่งยากและเสียเวลา แต่นี่เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการเลือกคณะ สาขา/เอก และมหาวิทยาลัยได้อีกวิธีการหนึ่ง บางทีระหว่างที่เราหาข้อมูลไปมา อาจเจอคณะใหม่ๆ หรือรู้จักคณะอื่นๆ มากขึ้น แนะนำเพื่อนต่อก็ได้นะ อย่างไรก็ตามอยากให้น้องๆ พิจารณาคณะ สาขา/เอกในดวงใจให้เหลือเพียงสองหรือสามคณะที่สนใจที่สุด น้อยกว่านั้นได้ยิ่งดี จะได้เปรียบเทียบเพียงวิชาเรียนและบรรยากาศของมหาวิทยาลัย เพราะถ้าเกินกว่าสามคณะแล้ว เราอาจต้องค้นหา ศึกษาข้อมูลมากเกินไป ข้อมูลมากอาจยิ่งกลายเป็นเลือกไม่ถูกไปอีกก็ได้  (แต่ถ้าในคณะเดียวกัน แต่ต่างสถาบัน แบบนี้หาข้อมูลได้ไม่จำกัดนะ) 

ฟังก์ชันนัลฟู้ด-รังนก

ฟังก์ชันนัลฟู้ด (Functional Food) หรืออาหารฟังก์ชันนั้นหลายคนสับสนว่ามันคืออาหารที่มีสารอาหารคุณค่าเต็มเปี่ยม แต่เราต้องขอบอกก่อนเลยว่าฟังก์ชันนัลฟู้ดนั้นคืออาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือไปจากคุณค่าทางอาหารหลักที่เราได้รับเป็นประจำทุกวัน เช่น คาร์โบไฮเดรตจากแป้งหรือน้ำตาล โดยหากเราทานฟังก์ชันนัลฟู้ดเสริมเข้าไปจากอาหารที่ทานเป็นประจำจะทำให้เราได้รับคุณค่าจากสารอาหารเพิ่มมากขึ้น พูดให้เข้าใจง่ายๆว่าฟังก์ชันนัลฟู้ดก็คืออาหารเสริมชั้นดีนี่เอง
และรังนกคือฟังก์ชันนัลฟู้ดอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้เราได้รับสารอาหารเพิ่มเติมเหล่านั้นครับ



มีการโต้เถียงกันในวงกว้างว่ารังนกไม่มีสารอาหาร ราคาแพง แล้วทำไมเราถึงยังต้องทานและเลือกเป็นของขวัญของฝากให้กับคนที่คุณรัก
คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ และจำได้จนขึ้นใจก็คือรังนกน่ะมีสรรพคุณทางยาครับ

แพทย์จีนแผนโบราณใช้รังนกเป็นอาหารในการฟื้นฟูสุขภาพ บำรุงปอด บรรเทาอาการโรคปอด เสริมภูมิคุ้มกัน และที่สำคัญรังนกช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูสดใสและอ่อนเยาว์(นั่นแน่ รู้นะว่าสาวๆ หลายคนกำลังร้องว้าวตาโตอยู่แน่นอน) ได้ยินแบบนี้แล้ว สนใจหันมาทานรังนกกันหรือยัง



เราไม่ได้พูดหรือกล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ นะคะว่า รังนกเป็นฟังก์ชันนัลฟู้ดที่ดี แต่ที่พูดมาทั้งหมดน่ะ เพราะเรามีหลักฐานมาแบ่งปันกันให้ทราบแน่นอน
งานวิจัยของ ดร. Kong และคณะในปี 1987 ระบุว่ารังนกประกอบด้วยสาร EGF (Epidermal Growth Factor) ซึ่งเป็นสารที่มีองค์ประกอบคล้ายเซลล์มนุษย์ ช่วยในการซ่อมแซมผิว ผลัดเซลล์ผิวและช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของผิว พออ่านมาถึงตอนนี้ ความรู้อะไรเยอะแยะไปหมด น่าเบื่อจัง เอาเป็นว่ารู้กันพอหอมปากหอมคอก็พอครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

Assistive Touch ถนอมปุ่ม Home




บทความนี้หลายคนคงพอจะทราบอยู่แล้ว แต่ขอนำเสนอสำหรับใครที่เพิ่งเป็นเจ้าของ iPhone 4S ก็แล้วกัน ซึ่ง iPhone นั้นก็มีปุ่มที่เราใช้งานบ่อยที่สุด ก็คือปุ่ม Home ที่ใช้งานแสนง่ายดาย แต่เมื่อใช้ไปนานๆ ก็จะเกิดปัญหาใหญ๋ นั่นก็คือปุ่ม Home เริ่มกดติดยากขึ้น ซึ่งก็มีวิธี Recalibrated ค่าของปุ่ม Home ก็จะช่วยได้ในเบื้องต้นเท่านั้น


และด้วยความสามารถของ iOS 5 เราสามารถถนอมการใช้งานปุ่ม Home ได้ด้วยการเปิดโหมด Assistive Touch ให้สามารถใช้งานฟั่งชั่นต่างๆของ iPhone ได้โดยไม่ต้องกดปุ่มใดๆ โดยจะมี icon ต่างๆรวมถึงปุ่ม Home อยู่ที่หน้าจอเลย สามารถทำได้ง่ายๆดังนี้


การตั้งค่าเปิดการใช้งาน Assistive Touch ให้เข้าไปที่ General > Accessibility > Assistive Touch เลือกเป็น On
สำหรับรุ่นอื่นที่สามารถติดตั้ง iOS 5 ได้ก็สามารถทำได้เช่นกันไม่ว่าจะเป็น iPhone 3GS, iPhone 4, iPhone 4S,iPod Touch 3rd-4th ,iPad และ iPad 2
ข้อเสียของการเปิดการใช้งาน Assistive Touch นั้นคือ อาจสร้างความรำคาญในการใช้งานอยู่บ้าง เนื่องจากตัว icon จะอยู่บนหน้าจอตลอดเวลานั่นเอง
ที่มา – flashfly.net

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

เราเหมาะกับวิศวะไหม

คนแบบไหนเหมาะจะเรียนวิศวะ?

การเรียนวิศวะใช้คณิตศาสตร์ค่อนข้างเยอะ นักเรียนที่เหมาะกับการเรียนวิศวะ
  1. ต้องมีความสามารถทางการคำนวณ
  2. มีความรู้ค่อนข้างดีทางด้านวิชาฟิสิกส์ เคมี อนาคตอาจมีวิชาชีวเพิ่มเข้ามาด้วย นั่นคือต้องรักในวิชาวิทยาศาตร์
  3. ตำราเรียนส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นต้องอ่านภาษาอังกฤษได้
  4. ต้องชอบเรื่องใหม่ๆ เพราะศาสตร์ทางวิศวกรรมเป็นเรื่องของการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ
  5. มีทัศนคติในเรื่องของการแก้ปัญหา

จะรู้ได้ไงว่าเหมาะกับเรา?

ดูจากการเรียนของเรา เช่น วิชาเลข ฟิสิกส์ เคมีเป็นอย่างไร ถ้าคะแนนไม่ค่อยดีแม้ว่าจะตั้งใจแล้วแสดงว่าเราอาจจะไม่ค่อยมีความถนัดทางด้านวิศวะนัก แต่ถ้าเราชอบเรียนวิชาพวกนี้แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเราอาจจะชอบวิศวะซะทีเดียว เพราะมีวิชาอื่นอีก ก็ลองดูว่าเราเคยไปอ่านหนังสือทางด้านวิศวะหรือว่าเคยเห็นพวกรุ่นพี่หรือญาติพี่น้องที่เค้าทำด้านวิศวะแล้วรู้สึกชอบบ้างมั้ย ปัจจุบันข้อมูลใน internet ก็มีเยอะมาก เราสามารถไปค้นดูได้ว่าวิศวะแต่ละด้าน มีลักษณะการทำงานเป็นอย่างไร ถ้ารู้สึกชอบตรงใจ เป็นสิ่งที่อยากจะทำในอนาคต ก็แสดงว่าตัวเราน่าจะมีความเหมาะสมในการทำงานทางด้านวิศวะ

พ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา ญาติๆ อยากให้เรียนหมอ ทำไงดี?

ในกรณีที่ยังค้นพบตัวเองไม่ได้ อย่าเพิ่งรีบร้อนตัดสินใจ ให้ดูไปเรื่อยๆ ถ้ายังมีเวลาอาจจะขอคำปรึกษาจากครูแนะแนวหรือค้นจาก internet คือดูให้แน่ใจอีกทีว่า สิ่งที่เราชอบจริงๆ ตรงกับสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ชอบหรือเปล่า ถ้าหากเราไม่รู้จริงๆ เช่น เราอาจะถนัดทุกเรื่อง ก็ทำตามคุณพ่อคุณแม่ไว้ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย แต่ถ้าเราคิดว่ายังไม่แน่ใจว่าเราจะชอบตามที่คุณพ่อคุณแม่แนะนำ ก็อย่างเพิ่งรีบร้อน ค่อยๆ ถามตัวเอง ค่อยๆ สังเกต สิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน สักวันนึงคำตอบจะปรากฎขึ้นมาเอง

อยากเรียนวิศวะมากๆ ทำยังไง ในเมื่อคุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นด้วย?

ต้องค่อยๆ อธิบายให้ผู้ปกครองทราบว่าตัวเรามีความต้องการความอยากที่จะเรียนวิศวะจริงๆ ในกรณีผู้ชายอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร แต่ผู้หญิงพ่อแม่อาจจะกลัวว่าจะต้องทำงานหนัก หรืออยากให้รับกิจการทางบ้านแทน นั่นคืออยากให้เราเรียนทางด้านอื่น แต่ถ้าเราชอบวิศวะจริงๆ เราก็สามารถพูดกับท่านได้ว่าอาจจะขอเรียน จบปริญญาตรีวิศวะก่อน แล้วค่อยมาต่อปริญญาโททางด้านบริหาร ซึ่งหลายๆ ครอบครัวก็เป็นแบบนี้ เพราะการเรียนวิศวะจะทำให้เรามีพื้นฐานทางด้านการคำนวณ การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลที่ดี ซึ่งจะทำให้เราได้เปรียบอย่างมาก ดังนั้นก็อธิบายให้ท่านเข้าใจ หรือทำให้ท่านเห็นว่าวิศวะที่เราเรียนมีความสำคัญหรือจะเป็นประโยชน์อย่างไรให้ท่านฟัง

ด็กหลายๆ คนเลือกตามเพื่อน อาจารย์เห็นว่าอย่างไรครับ?

ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยที่เลือกเรียนตามเพื่อน เพราะต้องถามเลยว่าเป็นอนาคตของเราหรืออนาคตของเพื่อน ถ้าโชคดีคือกรณีที่เราสนใจสิ่งเดียวกับที่เพื่อนเรียนอันนี้ก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเราเรียนไปแล้วปรากฏว่าเราไม่ชอบเลย ก็จะทำให้เราเรียนด้วยความทุกข์ทรมาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องถามตัวเองว่าเราชอบในสิ่งนั้นจริงๆ หรือเปล่า อย่าเรียนตามเพื่อน เพราะคงไม่มีเพื่อนคนไหนที่จะอยู่กับเราตลอดไป ถ้าเราลองคิดในแง่ใหม่ เราไม่เรียนตามเพื่อน แต่เรียนเพราะตามใจเรา จะทำให้เรารู้จักเพื่อนใหม่อีกหลายคน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือว่า…ถ้าเรารู้ตัวเราเองว่าเราชอบอะไรก็ควรจะเรียนตามตวามต้องการของเราดีที่สุด ต้องนึกอยู่เสมอว่านี่คืออนาคตของเรา เราเรียนเพื่ออนาคตของเราไม่ใช่อนาคตของเพื่อน และอีกอย่างถึงแม้เพื่อนจะเรียนต่างคณะต่างมหาวิทยาลัยกับเรา เราก็ยังสามารถคบหาติดต่อสมาคมกันได้

ถ้าไม่ชอบ(ไม่ว่าปัจจุบันจะเรียนคณะอะไร) “ซิ่ว” ดีมั้ย หรือเรียนให้จบ?

ส่วนตัวแล้วเห็นว่า ถ้าเราเรียนไปปีสองปี ให้รีบออกแล้วรีบมา Admission ใหม่จะดีที่สุด เพราะว่าเราจะเสียเวลาเพียงแค่สองปีเท่านั้นเอง แต่ถ้าเราฝืนใจเรียนต่อไป ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ชอบ ก็เท่ากับว่าเราต้องเสียเวลาเรียนสี่ปีและจบออกมาทำงาน ก็จะทำงานสาขาที่เราไม่ชอบอีก เพราะฉะนั้นการที่เราเรียนไปสองปีหรือสามปีก็ตาม แล้วเราไม่ชอบ แล้วมาสมัครมหาวิทยาลัยใหม่ อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องการเสียเวลา แต่คิดซะว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ชีวิต เพราะชีวิตของเรายังอีกยาวไกล การที่เราผ่านไปแล้วสองสามปีแล้วมาเอ็นท์ (Admission) ใหม่ถือว่าเป็นเรื่องปกติมากๆ จริงๆ ต้องถือว่าโชคดีด้วยซ้ำที่เรารู้จักตัวเราเอง ว่าในที่สุด…รู้ในสิ่งที่ตัวเราชอบหรือไม่ชอบ เปรียบเหมือนเราขับรถแล้วรู้ว่าผิดทาง ถามตัวเองว่า เรายังจะขับมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ หรือเปล่า? หรือจะย้อนกลับมาเพื่อไปเส้นทางใหม่

ยังลังเล ไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรดี?

สาเหตุที่เราลังเลเพราะเรายังไม่รู้ว่าตัวเราเองชอบอะไร ลองหยิบกระดาษมาแผ่นนึง แล้วลองนั่งเขียนว่าเราชอบอะไรบ้าง เช่น เราชอบวิชาไหน ชอบเพราะอะไร ด้านภาษา ด้านการคำนวณ จากนั้นก็มาดูว่ากิจกรรมอันไหนที่เราชอบ เช่น เราอาจจะชอบอ่านหนังสือนั่นอาจจะเป็นไปได้ที่เรามีความถนัดทางด้านภาษา หรือชอบเล่นเกมส์ก็อาจจะมาเป็นโปรแกรมเมอร์เขียนเกมส์ หรือชอบการซ่อมแซมสิ่งประดิษฐ์ หรือการลงทุน การเงิน ก็คือให้ลองเขียนสิ่งที่เราชอบออกมา อย่างน้อยก็จะทำให้เรารู้ว่า เรามีความชอบหรือความถนัดทางด้านไหน อีกทางคือลองปรึกษาจากรุ่นพี่หรือคนที่เรารู้จัก ค้นข้อมูลทาง internet ไปดูตามงานที่คณะจัดงาน ลองดูหลายๆ แห่ง ยังไม่ต้องรีบร้อนตัดสินใจ เพราะส่วนใหญ่จะรีบร้อนตัดสินใจเพราะกลัวว่า เรามัวลังเล? แต่ผมเห็นว่าการลังเลไม่ใช่เป็นเรื่องผิดพลาด แต่เพียงเพราะเรายังไม่แน่ใจ ก็เก็บข้อมูลให้เรียบร้อยก่อน แล้วก็ถามตัวเองทุกวัน ถามใจตัวเองทุกวัน ว่าฉันชอบอะไร? แล้วตัวเราเองก็จะเป็นผุ้ให้คำตอบที่ดีที่สุด อาจจะอาทิตย์นึง เดือนนึง หรือมากเท่าไรก็ตาม แต่คำตอบที่ปรากฏขึ้นมาในใจเราจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด

credit www.clipvidva.com/videos/engineer/

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับตรุษจีน


ตรุษจีน เป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของจีน เพราะชาวจีนถือว่า วันตรุษจีน คือวันขึ้นปีใหม่ตามปฎิทินจีน เช่นเดียวกับสงกรานต์วันปีใหม่ไทย ดังนั้นชาวจีนจึงให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้เป็นอย่างยิ่ง และมีการเฉลิมฉลองทั่วโลกโดยเฉพาะชุมชนขนาดใหญ่ของคนเชื้อสายจีน ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็จะมีพิธีเฉลิมฉลองแตกต่างกันไป สำหรับปี 2555 นี้ วันตรุษจีนตรงกับวันที่ 23 มกราคม


สำหรับที่มาของ วันตรุษจีน นั้น เชื่อกันว่าประเพณีนี้มีมานานกว่าสี่พันปีแล้ว จัดขึ้นเพื่อฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เดิมที่ไม่ได้เรียกว่าเทศกาลตรุษจีน แต่มีชื่อเรียกต่างกันตามยุคสมัย นั่นคือเมื่อ 2100 ปีก่อนคริสตศักราชจะเรียกว่า "ซุ่ย" ซึ่งมีความหมายถึงการโคจรครบหนึ่งรอบของดาวจูปิเตอร์ จนกระทั่งต่อมาในยุค 1000 กว่าปีก่อนคริสตศักราช เทศกาลตรุษจีนจะถูกเรียกว่า "เหนียน" หมายถึงการเก็บเกี่ยวได้ผลอุดมสมบูรณ์นั่นเอง




นอกจากนี้ วันตรุษจีน ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันชุงเจ๋" ซึ่งหมายถึงเทศกาลดูใบไม้ผลิ หรือขึ้นปีเพาะปลูกใหม่ เพราะช่วงก่อนตรุษจีนนั้นตรงกับฤดูหนาว ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิที่มีอากาศเหมาะสมแก่การเพาะปลูก ชาวจีนจึงสามารถทำนา ทำสวน ได้อีกครั้งหลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวมานั่นเอง


ส่วนการกำหนด วันตรุษจีน นั้น ตามประเพณีเทศกาลตรุษจีนจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 23 เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติของจีน และถือว่าคืนวันที่ 30 เดือน 12 เป็นวันส่งท้ายปีเก่า ส่วนวันที่ 1 เดือน 1 คือวันชิวอิก หมายถึงวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ


นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของ วันตรุษจีน คือ "อั่งเปา" ซึ่งมีความหมายว่า "กระเป๋าแดง" หรือจะใช้คำว่า "แต๊ะเอีย" ซึ่งมีความหมายว่า "ผูกเอว" จากที่คนสมัยก่อนชอบร้อยเงินเป็นพวงผูกไว้ที่เอว โดยการให้อั่งเปานี้ คู่แต่งงานจะให้เงินเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง หลังจากนั้นทุกคน ในครอบครัว จะออกมาจากบ้านเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ในหมู่ญาติ และด้วยเพื่อนบ้าน ซึ่งคงคล้ายกับการที่ชาวตะวันตกพูดว่า "Let bygones be bygones" (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป)